สูตินรีแพทย์

สูตินรีแพทย์

เป้าหมายของอาชีพสูตินรีแพทย์ก็คือ การดูแลรักษาคน สูตินรีแพทย์ไม่ได้ทำคลอดเพียงย่างเดียว อาชีพนี้จะดูแลเรื่องของผู้หญิงด้วย ตั้งแต่ก่อนเป็นสาว เข้าวัยสาว โอกาสการมีบุตร วัยทอง ฯลฯ เรียกได้ว่าเรื่องทุกเรื่องของผู้หญิงตั้งแต่เกิดจนแก่

สูตินรีเวชจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

  1. ฝากครรภ์ ก็ตรงไปตรงมา ขั้นตอนก็จะฝากครรภ์ แล้วก็ทำคลอด อันนี้ก็เป็นหนึ่งเส้นทางของหมอสูติ 
  2. ส่วนนรีเวชก็จะดูว่าเป็นโรคอะไร ขั้นตอนก็จะเป็นการซักประวัติ ตรวจร่างกาย แล้วก็ส่งใช้ Lab บางอย่างตรวจเพิ่ม ถ้ารู้ว่าเป็นอะไรก็ทำการรักษา ซึ่งการรักษาก็มีหลายอย่าง เช่น ใช้ยา ผ่าตัดเป็นต้น 

นอกจากนี้ก็อาจจะมีงานที่เราให้ความรู้ เช่น ออกไปโรงเรียนต่างๆ หรือที่ทำงานเพื่อให้ความรู้คุมว่ากำเนิดทำอย่างไร  การป้องกันทำอย่างไร ตามแต่โครงการของโรงพยาบาลนั้นๆ จะจัดให้มีดำเนินการขึ้น

 

อาชีพนี้ทำงานร่วมกับ พยาบาล, แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เช่น วิสัญญีแพทย์, กุมารแพทย์, อายุรแพทย์, ศัลยแพทย์ เป็นต้น เพราะงานของเราเรียกได้ว่าเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary) ต้องทำงานเป็นทีม โดยจะเป็นทีมใหญ่หรือไม่ก็จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น ถ้าคลอดลูกปกติก็จะมีแค่เรากับพยาบาล แต่ถ้าสมมติว่าผ่าตัดแล้วมีภาวะแทรกซ้อนก็จะมีศัลยแพทย์มาช่วยดูแลด้วย  หรือถ้าเป็นการทำคลอดเด็กที่มีปัญหา กุมารแพทย์ก็จะมารอดูแลเลยคือเด็กคลอดปุ๊บ กุมารแพทย์ก็รับหน้าที่ทันที เป็นต้น

 

สถานที่ทำงานของสูตินรีแพทย์ก็จะเหมือนกับแพทย์ทั่วไป คือ ประจำอยู่ในโรงพยาบาลโดยจะประจำอยู่ในแผนกสูตินรีทำงานในห้องคลอด ห้องผ่าตัด การราวด์หวอด และตรวจผู้ป่วยนอก (สับเปลี่ยนไปตามตารางงานในแต่ละวัน)

ส่วนสภาพของการทำงานของสูตินรีแพทย์ก็จะเลอะหน่อย ยกตัวอย่างเช่น เวลาทำคลอดเลือดจะออกมาเยอะมาก จะมีน้ำคร่ำ และเนื่องจากช่องที่เด็กจะคลอดออกมากับทวารจะใกล้กัน ดังนั้นในบางกรณีก็จะมีอุจจาระออกมาก่อนเด็กออก เรียกได้ว่าสูตินรีแพท์จะเจอเรื่องเหล่านี้จนเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ถ้ามองเป็นช่วงเวลา ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ไม่มีความแตกต่างกัน คือ ต้องนั่งประจำตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ในทุกๆ วัน เหมือนพนักงานเงินเดือนทั่วไป ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ อยู่ที่ความสมัครใจ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ต้องมาเพราะคนไข้ไม่มีวันหยุด เขาป่วยทุกวันเราก็ต้องมาดูแลทุกวัน

 

อย่างแรกต้องเป็นคนที่เข้าใจผู้หญิงทั้งในเรื่องของนิสัย พฤติกรรม และกลไกการทำงานของร่างกาย 

อย่างที่สองคือต้องเป็นคนที่สุขภาพแข็งแรง อันนี้ก็แทบจะทุกแพทย์เพราะกรณีที่ต้องรับเหตุฉุกเฉิน เข้าเวร ตี 2 ตี 3 ร่างกายเราก็ต้องไหว

และยังต้องเป็นคนที่อดทน มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี (ไม่ได้หมายความว่าต้องคุยเก่ง คุยเก่งหรือคุยไม่เก่งไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องมีความเข้าใจคนอื่น เข้ากับคนอื่นได้ดี) มีการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ อยู่เสมอ

 

ระดับผลตอบแทนของอาชีพนี้ก็เหมือนกับแพทย์สาขาอื่นๆ ที่ก็จะมีเงินเดือนที่ได้รับจากโรงพยาบาลที่เราทำงานประจำอยู่ ได้รับเงินพิเศษเพิ่มเติมจากค่าล่วงเวลาที่เราเข้าเวร การทำหัตถการ ฯลฯ แต่ก็จะมีระดับที่ต่างกันระหว่างโรงพยาบาลรัฐบาลกับโรงพยาบาลเอกชน

แต่สิ่งที่ตัวผู้ประกอบอาชีพได้รับจากอาชีพนี้ที่สำคัญน่าจะอยู่ที่การที่คนป่วยเข้ามาหาเราแล้วเราทำให้เขาดีขึ้น หายจากอาการเจ็บป่วย อีกทั้งการที่มีผู้ประกอบอาชีพนี้ในจำนวนที่ยังน้อยอยู่ภาระหน้าที่และสิ่งที่เราทำให้กับคนอื่นๆ ได้ก็ยิ่งสำคัญเพิ่มขึ้นไปอีก

 

เส้นทางในอาชีพของแพทย์ก็จะมีอยู่ไม่กี่อย่าง ตัวอย่างเช่น 

อย่างแรกเลยก็คือการเป็นแพทย์เชี่ยวชาญก็จะเป็นแพทย์ที่ทำหน้าที่ตรวจและดูแลรักษาผู้ป่วยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกษียณอายุ เส้นทางนี้ก็จะเป็นการสะสมและพัฒนาความเชี่ยวชาญและความรู้เฉพาะด้านขึ้นเรื่อยๆ

เส้นทางที่สองก็จะเป็นเรื่องของการทำงานวิจัย เพื่อหานวัตกรรมใหม่ หาความรู้ใหม่ๆ ให้กับวงการแพทย์

เส้นทางที่สามก็จะเป็นเรื่องของการบริหารแล้ว ก็คือ การขยับไปรับตำแหน่งบริหารของโรงพยาบาลเพราะบางคนก็อาจจะอยากช่วยครั้งละหลายๆ คน งานบริหารที่ต้องจัดการโรงพยาบาลก็จะตอบเป้าหมายของเขา

เส้นทางสุดท้าย ก็คือ การไปเป็นคุณครูแพทย์ จะเป็นการไปสอนนักศึกษาแพทย์ในโรงเรียนแพทย์

 

สำหรับการเรียน 6 ปีแรกที่เรียน แพทย์ทุกประเภทจะเรียนพื้นฐานเหมือนกัน แต่สูตินรีแพทย์ก็จะเรียนเพิ่มขึ้นอีก 3 ปี  เรียกว่าเฉพาะทางสูตินรี 

 

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ พี่ต้นแบบอาชีพ ในกิจกรรม OPENWORLD ปี พ.ศ. 2558

สื่อการเรียนการสอนสำหรับคุณครู: สูตินรีแพทย์