อายุรแพทย์

อายุรแพทย์

เป็น 1 ใน 4 แพทย์สาขาหลักที่จะต้องมีอยู่ในทุกโรงพยาบาล (4 สาขาประกอบด้วย แผนกสูตินรีเวช, แผนกศัลยกรรม, แผนกอายุรกรรม และแผนกกุมารเวช)

หมออายุรแพทย์คือหมอที่ดูแลในการวิเคราะห์โรค ค้นหาโรคว่าเป็นอะไร แล้วก็พยายามใช้วิธีการรักษาโดยการใช้ยา หรือใช้หัตถการบางอย่างที่ไม่ใช่การผ่าตัด เช่น การส่องกล้อง การสวนหัวใจ ส่วนมากที่ทำงานก็จะเป็นห้องตรวจผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยในทั่วๆ ไป เหมือนที่คนจะเจอกัน เพราะฉะนั้นคนไข้ทั่วๆไปก็จะเจอหมออายุรกรรมบ่อย เนื่องจากเป็นแผนกที่พยายามค้นหาโรคแล้วเจอ นี่คือที่มาของหมออายุรกรรม

 

ถ้าในกรณีของโรงพยาบาลรัฐ ก็จะเริ่มต้นด้วยการราวด์คนไข้ใน โดยอาจจะเริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึง 10 โมง จากนั้นก็จะเป็นการนั่งตรวจคนไข้นอกที่ห้องตรวจ อาจจะสักประมาณ 3-4 ชั่วโมง เสร็จแล้วก็จะต้องมีการราวด์คนไข้ในช่วงเย็นอีกสัก 2-3 ชั่วโมง

นอกจากนี้ก็อาจจะมีการอยู่เวรในตอนกลางคืนเพื่อคอยรองรับการขอคำปรึกษาจากแผนกอื่นหรือคนไข้ที่อาจจะเข้ามาในกรณีฉุกเฉิน

สำหรับกลุ่มคนไข้หลักๆ ก็จะเป็นคนสูงอายุ และด้วยหลักการของอายุรกรรมคือ ต่อเนื่อง เรื้อรัง มักไม่ค่อยหายขาด โรคก็จะเป็นพวกโรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน กลุ่มนี้รักษาไม่หาย เราต้องดูแลกันต่อเนื่องจนตายกันไปข้างนึง งานนี้เราจะได้อยู่กับคนไข้แบบ ผูกพันธ์ เหมือนเป็นคนในครอบครัว ไม่เหมือนโรคศัลยกรรม หรือโรคบางอย่างที่รักษาเสร็จก็หาย ไม่เจอกันแล้ว เช่น เบาหวานก็จะต้องมาปรับยาทุกเดือนสองเดือน มีคนไข้ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย คนไข้ที่อาการหนักก็เยอะ และก็จะมีคนไข้บางกลุ่มเช่นคนไข้ HIV โรคติดเชื้อก็อยู่ในหมวดอายุกรรม เพราะฉะนั้นถ้าชอบการดูแลคนไข้แบบต่อเนื่อง ก็เหมาะที่จะดูอายุรกรรมเพราะจะเจอคนไข้เดิมๆ

ในการทำงานของอายุรแพทย์อาจจะสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

  1. ก่อนอื่นเลยเวลาคนไข้เข้ามาเราก็จะต้องซักประวัติก่อน เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด ซักประวัติคนไข้ ครอบครัว ยาที่กิน ดึงข้อมูลมาให้ได้มากที่สุด 
  2. จากนั้นก็ตรวจร่างกาย ตรวจให้ละเอียดทุกระบบ แต่บางทีก็ต้องดึงจากประวัติที่ซักมาว่าเราสงสัยอาการตรงไหน เช่น อาการที่ปอดก็อาจจะต้องฟังปอดมากขึ้น หลังจากนั้นก็เริ่มสันนิษฐานเบื้องต้นว่าโรคที่เราสงสัยมีอะไรบ้าง เพราะว่าบางทีก็อาจเป็นได้หลายอย่าง อาจจะ list มาซัก 3-5 อย่าง 
  3. พอเราได้ข้อสงสัยมาแล้ว เราก็ต้องมาดูต่อว่าเราจะส่งอะไรตรวจบ้าง เพื่อยืนยันหรือเพื่อแยกโรคบางอย่างออกไป ต้องวางแผนว่าจะ เจาะเลือดอะไร ตรวจอะไร 
  4. พอได้ผลตรวจมาก็นำมาประสานกับสิ่งที่เราสันนิษฐานตอนแรก ว่าเหลืออะไรบ้าง มันจะเป็นการกรองมาเรื่อยๆ ส่วนมากการส่ง Lab ก็จะกรองได้ แต่บางทีมันอาจจะไม่ได้ ก็ต้องไปทำอะไรเพิ่มเติมให้มันรู้ไปเลย เช่นไปส่องกล้อง หรือ X-ray แบบคอมพิวเตอร์เป็นขั้นๆไปเพื่อให้ได้คำวินิจฉัย 
  5. เมื่อได้มาเราก็จะเริ่มมาออกแบบการรักษาว่าจะใช้อะไรบ้าง สำหรับโรคนี้ที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ก็ list ออกมาว่าสิ่งนี้ ใช้กับคนนี้ได้หรือไม่ เขาแพ้ยาหรือเปล่า เขามีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายไหม แล้วก็เลือกแผนออกมา Set การรักษา 
  6. จากนั้นก็ติดตามผล 

อันนี้ก็จะเป็นลักษณะขั้นตอนการทำงานของแผนกอายุรกรรม

 

อาชีพนี้ทำงานร่วมกับ พยาบาล เป็นหลัก และอาจจะมีทำงานร่วมกับแพทย์เฉพาะทางด้านอื่นๆ ด้วย

 

สถานที่ทำงานของอายุรแพทย์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการทำงานประจำอยู่ในโรงพยาบาลทั้งโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชน รวมถึงอยู่ในคลินิกต่างๆ 

ส่วนสภาพของการทำงานเนื่องจากการเป็นแพทย์คือการค้นหาโรค ตรวจรักษาคนไข้ ดังนั้นก็จะต้องเจอสภาพการทำงานที่อาจจะเลอะเปรอะบ้าง

ถ้ามองเป็นช่วงเวลา ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ไม่มีความแตกต่างกัน คือ ต้องนั่งประจำตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น ในทุกๆ วัน เหมือนพนักงานเงินเดือนทั่วไป ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ อยู่ที่ความสมัครใจ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ต้องมาเพราะคนไข้ไม่มีวันหยุด เขาป่วยทุกวันเราก็ต้องมาดูแลทุกวัน

 

อย่างแรกต้องชอบคุย ต้อง Socialize ถ้าเป็นคนไม่ชอบเข้าสังคมจะไม่มีความสุขเพราะอย่างที่บอก สายนี้จะต้องคุยกับคนไข้เยอะ เอาประวัติมาเยอะ ตรวจร่างกาย ต้องเจอคนไข้เยอะๆ ถ้าหากเราขี้รำคาญก็คงจะไม่สนุก ก็ต้องเลือกให้เหมาะ ถ้าเป็นคนชอบคุยก็มาเป็นหมออายุรกรรมได้ เพราะว่าชอบคุยกับคนไข้ แล้วเราก็ชอบที่จะดูคนไข้ระยะยาวๆ มีความสุขกับคุณลุงคุณป้า มาเจอกันบ่อยๆ

อีกอย่างต้องเป็นคนที่ตามข้อมูลอยู่เรื่อยๆ อายุรแพทย์มันเป็นศาสตร์ที่กว้าง ต้องอัพเดทอยู่ตลอดว่าโลกไปถึงไหนแล้ว ต้องอ่านผลงานวิชาการ ต้องเป็นคนที่ชอบเรียน ชอบอ่านครับ ถ้าเป็นเกมนะสายนี้ก็จะเป็นสายคิดอย่างเดียว

 

สิ่งที่เราได้รับกลับมาจากการเป็นแพทย์ ถ้าไม่ได้พูดถึงผลตอบแทน สำหรับตัวเองคือเราดูแลตัวเองได้ดี สำหรับพ่อแม่เราก็ดูแลครอบครัวได้  แน่นอนเรามีความรู้ดูแลเขาได้ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก (แต่อาจจะไม่ค่อยมีเวลาดูแล ตรงนี้ต้องเน้น เพราะว่าพอเรียนจบ กว่าจะกลับมาอยู่บ้านก็ต้องไปต่างจังหวัดบ้าง ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มาหลายปี นับแล้วก็เป็น 10 ปีได้  อาจจะได้ดูแลพ่อแม่แต่อาจจะไม่ค่อยมีเวลาด้วย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องแลกมา)

อีกอย่างคือการได้ช่วยคนไข้ อันนี้เป็นสิ่งที่ดีแน่นอน เราจะได้ช่วยคนเยอะ เห็นคนไข้หาย หรือว่าบางทีเราทำให้พวกเขาเข้าใจโรค เป็นสิ่งที่ดีที่พี่คิดว่าหล่อเลี้ยงให้คนสนุกกับการเป็นหมออยู่

ถ้าพูดถึงเรื่องค่าตอบแทนที่ได้โดยสรุปก็จะเป็น งานในปัจจุบัน งานอยู่เวร (OT นอกเวลา) แล้วก็งานหัตถการ สามหัวข้อหลักนี้

ซึ่งถ้าอยู่ในโรงพยาบาลรัฐอาจจะไม่ได้ต่างกันมากนะครับไม่ว่าจะเป็นสาขาไหน เพราะว่าก็ได้เงินเดือนตามราชการ ที่แตกต่างกันก็จะเป็นค่าอยู่เวรอะไรนิดหน่อย ส่วนอายุรกรรมก็จะแล้วแต่ว่าเราเป็นอายุรกรรมที่ทำหัตถการด้วยหรือเปล่า และก็แล้วแต่ว่าจะทำข้างนอกด้วยไหม การเปิดคลีนิคก็เป็นเหมือน Extra Job ที่ช่วยเพิ่มรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะทำอย่างนี้กัน เพราะเงินเดือนหมอจริงๆ แล้วมันน้อย ก็ต้องไปหาเพิ่มเติมข้างนอก

สิ่งที่ต้องแลกมา อย่างแรกเลยคือเวลา เนื่องจากเรียนเยอะมาก ช่วงเวลาการเป็นวัยรุ่นของเราก็จะหายไป เนื่องจากเรียนเยอะ อยู่เวร คุณหมอก็จะไม่มีช่วงเวลาที่เหมือนกับเพื่อนๆ คนอื่นๆที่ได้ไปเที่ยวนู้นเที่ยวนี่ เราก็จะไม่มี เราก็จะต้องอยู่ในโรงพยาบาลทั้งวันทั้งคืน 

อย่างที่สองคือเรื่องของความรับผิดชอบที่ต้องเพิ่มขึ้นมา มันก็เหมือนการเป็นพระ ก็ทำอะไรบางอย่างไม่ได้ เป็นหมอก็ทำบางอย่างที่คนทั่วไปทำไม่ได้

 

เส้นทางในอาชีพของแพทย์ก็จะมีอยู่ไม่กี่อย่าง ตัวอย่างเช่น 

  1. การเป็นแพทย์เชี่ยวชาญก็จะเป็นแพทย์ที่ทำหน้าที่ตรวจและดูแลรักษาผู้ป่วยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเกษียณอายุ เส้นทางนี้ก็จะเป็นการสะสมและพัฒนาความเชี่ยวชาญและความรู้เฉพาะด้านขึ้นเรื่อยๆ
  2. เป็นเรื่องของการทำงานวิจัย เพื่อหานวัตกรรมใหม่ หาความรู้ใหม่ๆ ให้กับวงการแพทย์
  3. จะเป็นเรื่องของการบริหาร ก็คือ การขยับไปรับตำแหน่งบริหารของโรงพยาบาลเพราะบางคนก็อาจจะอยากช่วยครั้งละหลายๆ คน งานบริหารที่ต้องจัดการโรงพยาบาลก็จะตอบเป้าหมายของเขา
  4. การไปเป็นคุณครูแพทย์ จะเป็นการไปสอนนักศึกษาแพทย์ในโรงเรียนแพทย์

 

เส้นทางการเรียนก็ คือ จบหมอทั่วไปมาเรียนอายุรกรรมจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี พอจบ 3 ปี คุณอาจจะเป็นอายุรกรรมทั่วไปก็ได้ คือดูได้หมดเลย แต่ปัจจุบันนี้ แนวโน้มคือเรานิยมที่จะเป็นหมอเฉพาะทาง เพราะว่าเดี๋ยวนี้โรคแต่ละโรคมันก้าวหน้ามาก แต่ละวันมีอะไรเปลี่ยนแปลงเยอะ ฉะนั้นบางทีหมออายุรกรรมทั่วไปจะอัพเดทได้ไม่หมด บางทีมันก็ล้น เยอะไปหมด เราก็จะแยกไปตามอวัยวะอย่างที่บอกไป สมอง หัวใจ ปอด ไต อะไรที่คิดได้ว่าเป็นอวัยวะมีหมด โรคเบาหวานก็มี โรคข้อ โรคเลือดก็มี แยกออกมาเป็นสาขาย่อย

สาขาย่อยเหล่านี้ก็จะใช้เวลาเรียนเพิ่มประมาณ 2 ปี อายุรกรรม 3ปี สาขาเฉพาะทางย่อยอีก 2 ปี ในบางสาขา ก็อาจจะต้องเรียนย่อยไปอีก เช่น หมอหัวใจ เรียนจบหมอหัวใจแล้วยังไม่พอครับ ต้องเรียนต่ออีก 2 ปี เป็นหมอหัวใจแบบ สวนหัวใจได้ หมอหัวใจแบบ Echo เก่งๆ หมอหัวใจแบบนี้ ก็มีเรียนต่ออีก 1-2 ปี รวมกันก็ 7 ปีแล้ว หมอถึงได้เป็นโสดเยอะเพราะเรียนกันไม่จบซักที เรียนไปเรื่อยๆแต่บางคนอาจจะทำงานก่อนแล้วค่อยกลับมาเรียนต่อก็ได้  คล้ายๆกับการต่อปริญญาโท ปริญญาเอก แต่ของหมอจะไม่ได้เรียกแบบนั้น ซึ่งสำหรับหมอเวลาเรียนก็เหมือนทำงานไปด้วย

 

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ พี่ต้นแบบอาชีพ ในกิจกรรม OPENWORLD ปี พ.ศ. 2015

สื่อการเรียนการสอนสำหรับคุณครู: อายุรแพทย์