แพทย์จุลชีวะ

แพทย์จุลชีวะ

ถ้าอยู่ในมหาวิทยาลัย ความท้าทายมีอยู่หลายอย่าง ทั้งทางด้านงานการเรียนการสอนความท้าทายอยู่ที่การพูดเพื่อให้คนเขาเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว เราเข้าใจดีอยู่แล้ว การที่เราจะอธิบายให้คนที่ไม่รู้เข้าใจได้ จะต้องใช้ประสบการณ์ค่อนข้างเยอะ

อย่างที่สองด้านการวิจัยมันคือการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ พอเป็นความรู้ใหม่มันก็จะมีความยากตรงที่เราไม่รู้ว่าเราทำถูกหรือเปล่า ผลที่ออกมามันจะได้แบบที่เราคาดการณ์ไว้ไหม เพราะหลายๆ ครั้งพอไม่ได้ออกมาแบบที่เราต้องการ

 

ถ้าเป็นด้านการเรียนการสอนก็เหมือนครู เรื่องการเตรียมสำคัญที่สุด เราต้องเตรียมอย่างแรกเลยคือ Curriculum หรือหลักสูตรที่สอน เราก็ต้องมาดูว่ามีวัตถุประสงค์ว่ามีอะไรบ้าง มีแนวทางการเรียนการสอน จากนั้นก็ต้องไปอ่านศึกษาความรู้ แล้วก็มาคัดกลั่นกรองว่าจะสอนอะไร สอนอย่างไร ใช้อะไรเป็นสื่อการสอน พอเตรียมเสร็จแล้วเราก็จะต้องมีการซ้อมสอนนิดหน่อย แล้วก็สอนจริง พอสอนจริงเสร็จแล้วก็ต้องมีการประเมินการสอน อันนี้เป็นขั้นตอนของการเรียนการสอน

ส่วนทางด้านของการวิจัย ขั้นตอนจะเริ่มจากการที่เราต้องมีคำถามในใจก่อน การที่จะมีคำถามได้เราก็ต้องรู้ก่อนว่าในศาสตร์นั้นๆ มีเรื่องราวอะไรบ้าง เราก็อ่านไปจนเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่าเราอยากรู้เรื่องนี้ ทำไมคนไม่เคยทำ พอได้คำถามแล้วเราก็ต้องมานั่งคิดว่าเราจะหาคำตอบอย่างไร เราก็ต้องไปลองหาเพิ่มเติมก่อนว่ามีคนเคยลองหาแบบนี้ไหม แล้วลองเอาวิธีการของเขามาปรับใช้ แล้วก็ลองตั้งสมมติฐานว่าฉันคิดว่าเป็นแบบนี้นะ สิ่งนี้ทำให้เกิดสิ่งนี้ แล้วก็ลองออกแบบการทดลองเพื่อที่จะพิสูจน์หรือว่าจะคว่ำสมมติฐานของเราไป พอทำเสร็จแล้วข้อมูลที่ได้มาก็ต้องมาวิเคราะห์และประมวลว่ามันตรงกับที่เราคิดไหม ใช้ได้หรือเปล่า เราสามารถนำมาตอบคำถามได้หรือเปล่า

 

ในภาควิชาก็จะมีตั้งแต่อาจารย์หัวหน้าภาค, หัวหน้าหน่วยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย ไวรัสเราก็แบ่งกันดู ก็จะมีคนคอยช่วยตลอด อีกส่วนก็จะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน ที่เป็นคนคอยเตรียมของ เตรียมอุปกรณ์ ตรงนี้สำคัญมาก ยิ่ง Lab ไหนที่เราดูแล เราก็ต้องไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ว่าเราต้องการอะไรบ้าง หรือว่างานวิจัยนี้เราต้องการอะไรก็บอกเขา

 

เขาจะมีโต๊ะมาให้ คล้ายๆโต๊ะทำงานในออฟฟิศ เป็นที่ๆ เราจะอ่านหนังสือ ค้นคว้าข้อมูล เอาพวกเอกสารหรือหนังสือต่างๆมาอ่านได้ และมันก็จะมีแล๊ป หลักๆ ก็จะมีทั้งการเรียนการสอน งานวิจัย ทำแล๊ป กับงานตรวจคนไข้ด้วยเป็นบางส่วน ก็เลยจะอยู่ประมาณ 3 ที่ หลักๆ ก็จะมีโต๊ะเหมือนที่ทำงานออฟฟิศ หรือนักวิชาการทั่วไป  ส่วนวันที่ไหนเราต้องทำแล๊ปเราก็จะไปที่แล๊ป ใส่เสื้อกาวแล้วก็ไปทำแล๊ปที่เราวางแผนไว้สำหรับวันนั้น

ถ้ามีการสอนเราก็จะไปที่ห้องเรียนเป็นการสอนต่อหน้านิสิต แต่ว่าจริงๆ แล้วการสอน มันก็เหมือนปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง ของอาชีพนี้

 

อย่างแรกเลยต้องเป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็น อยากค้นคว้าอะไรใหม่ๆ มีความสนใจทางด้านการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ส่วนนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะเหมาะกับงานทางด้านวิจัย คนที่จะมาทางนี้ควรจะมีตรงนี้

สองคือต้องมีความอดทน หลายๆ ครั้งงานมันไม่ได้ออกมาตามที่เราหวังไว้ เราควรจะต้องอดทนและสู้ต่อไป นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลกเขาก็ผ่านความล้มเหลวมาเยอะ ถึงจะได้อะไรมานิดๆ หน่อยๆ

ถ้าคนที่อยากเป็นอาจารย์ อยากเป็นครู เราก็ต้องมีทักษะในการสื่อสารและการถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้คนอื่นฟังแล้วเข้าใจ

 

รายได้ของเราก็เป็นรายได้จากตำแหน่งบุคลากรมหาวิทยาลัยตามฐานเงินเดือนของเขาเลย แต่ถ้าเราทำงานเพิ่มอย่างเช่น ไปออกตรวจที่คลีนิคเพิ่มก็จะได้เงินที่เขาเรียกว่า เงิน พ.ต.ส.* ที่ให้เพิ่มสำหรับการออกตรวจ เจอคนไข้ บริการ นอกจากนี้ก็อาจจะมีการรับเวรเพิ่มเติม รับงานอื่นๆ เพิ่มเติมมาอีก

ส่วนงานวิจัยก็จะมีเบี้ยให้แต่ว่าไม่เยอะ เพราะว่าแต่ละงานเราทำซัก 1-2 ปี เราก็จะได้เงิน 10,000-20,000 บาท แล้วแต่ทุนของโครงการเราด้วย ถ้าทุนเราเยอะ เราก็จะได้ส่วนแบ่งเยอะเหมือนกัน แต่พวกนี้มันจะเป็นโปรเจคยาว  

*เงิน พ.ต.ส. คือ เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานให้บริการด้าน การแพทย์ ทันตแพทย์  เภสัชกรรม  พยาบาล  เทคนิคการแพทย์ รังสีการแพทย์และกายภาพบำบัด และ ด้านการสาธารณสุขอื่น ๆ (http://www.finance.psu.ac.th)

ทางด้านความรู้ความสามารถเส้นทางเติบโตก็คือเราเพิ่มคุณสมบัติให้กับตัวเอง เช่น ใบปริญญา ถ้าจะเรียนก็ต่อปริญญาโท ปริญญาเอกต่อ โดยอาจจะเป็นปริญญาทางจุลชีววิทยาเลยก็ได้ ก็จะเป็นปริญญาทางด้านอื่น (วิทยาศาสตร์) ไปเป็นนักวิจัยเต็มตัวไปเลย ก็จะเหมือนกับการละทิ้งการเป็นหมอไปเลย

อีกทางคือการเรียนเฉพาะทาง อย่างเช่น อายุรกรรม แล้วก็ไปพวก Sub Board  อีกทีในเรื่องโรคต่างๆเช่นโรคติดเชื่อ มันก็จะเกี่ยวกับจุลชีววิทยา แต่เป็นในด้านของการดูแลคนไข้ หรือจะเรียนด้านพยาธิวิทยาคลีนิค จะมีจุลวิทยาเป็นส่วนหนึ่ง ก็จะมีเรื่องของผู้ป่วย แต่ว่าจะเป็นการดูแลแล๊ป ตรวจสิ่งที่เขาส่งมาให้เราตรวจมากกว่า

ส่วนด้านตำแหน่งวิชาการหรือตำแหน่งอื่นๆ ก็จะเป็นเหมือนขั้นบันได เป็นยศติดตัวเรา ถ้าใครที่มาเป็นอาจารย์ต่อก็สามารถที่จะขอตำแหน่งวิชาการได้ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ ทำงานวิจัย เวลาทำงานก็ต้องเก็บประสบการณ์ตรงนี้ไปเรื่อยๆ หลายคนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ไปในสายบริหาร ขึ้นไปเป็นคณบดี อธิการบดี

 

 

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ พี่ต้นแบบอาชีพ ในกิจกรรม OPENWORLD ปี พ.ศ. 2558