แพทย์ออโธปิดิกส์

แพทย์ออโธปิดิกส์

เป้าหมายของอาชีพเราคือการ ซ่อมแซมกลับไปให้เหมือนเดิม เวลากระดูกหักแต่ละเคสมา มันก็จะแตกไม่เหมือนกัน บางทีแตกมากแตกน้อย เหมือน Lego เราก็ต้องมาวางแผน วิเคราะห์แต่ละเคสในการผ่าตัด เราต้องคิดวิเคราะห์ว่าเราจะแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้อย่างไร  มีเรื่องของหัตถการ สกิลความสามารถของมือที่ใช้ เหมือนเวลาเล่นเกม ต้องแก้ไขปัญหาผ่านด่านให้ได้ ถ้าสามารถรักษาอย่างประสบความสำเร็จ คนไข้สามารถมีชีวิตเหมือนเดิมได้ดี เราก็รู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวเอง

 

อันดับหนึ่ง เมื่อคนไข้มาก็ต้องซักประวัติก่อนเลย เราก็ต้องดูให้ออกว่าปัญหาหลักของเขาคืออะไร ขั้นตอนที่สองก็ซักประวัติให้รู้ว่าเกิดจากอะไร จากนั้นก็ต้องตรวจร่างกายโดยละเอียดเพื่อให้เกิดความสงสัย แล้วก็ส่ง Investigation ก็คือการ X-ray computer ฉายภาพรังสี เพื่อดูตำแหน่งที่มีปัญหา เพื่อหาสาเหตุให้ชัดเจน จากนั้นก็มาหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เป้าหมายของเราคือการให้คนไข้กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเดิมมากที่สุด แต่ก็มีบางกลุ่มเช่นกลุ่มที่เป็นโรคความเสื่อม พอแก่แล้วก็เหมือนรถที่เก่า เราจะทำให้มันใหม่เหมือนรถหนุ่มๆ มันก็ไม่ได้อีกแล้ว กลุ่มนี้ก็อาจจะมีเรื้อยรังบ้างแต่เราก็ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

หนึ่ง คือ พยาบาล ที่ต้องอยู่ช่วยในการตรวจคนไข้ ค่อยช่วยงานต่างๆ  แต่ถ้าเป็นคนที่ช่วยในการผ่าตัดก็จะเป็นพยาบาลอีกทีมหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนพยาบาลที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก เราจะเรียกว่า Scrub Nurse มีหน้าที่เตรียมคนไข้ก่อนผ่าตัดให้หมอผ่าตัด ช่วยในการส่งเครื่องมือเพราะว่าหมอต้องมีสมาธิในการผ่าตัดพยาบาลก็จะเป็นคนคอยส่งเครื่องมือให้ และบางที่ที่คนไม่พอ พยาบาลก็จะเป็นคนช่วยด้วย มาช่วยดึง ถ่างแผล ช่วยจับตอนผ่าตัด ยิ่งผ่าตัดใหญ่ไม่พออยู่แล้ว บางเคสต้องใช้ 4-8 มือ ถ้าไม่นับหมอกับผู้ช่วยที่เป็นหมอด้วยกันก็จะอยู่กับพยาบาลเป็นส่วนใหญ่

อีกส่วนคือตัวแทนบริษัทเครื่องมือทางการแพทย์ หมอกระดูกจะมีอุปกรณ์เสริมที่ไม่เหมือนคนอื่นคือตัวดามกระดูก หมุดยึดกระดูก ซึ่งมันก็ต้องเป็นอุปกรณ์จากบริษัทต่างๆ มันก็จะมีตัวแทนบริษัทที่เขามีความเชี่ยวชาญทางด้านการใช้เครื่องมือพิเศษของแต่ละบริษัทมาด้วย

นอกจากนี้ก็จะต้องมีการต้องไปร่วมกับแผนกอื่นๆ เหมือนหมอทั่วไป ย่างเช่นเรื่องรักษาโรคความดัน ก่อนผ่าตัดเราก็ต้องให้หมออายุรกรรมเข้ามาช่วยดูคนไข้ให้ในผู้ป่วยสูงอายุก่อนที่จะส่งมาถึง เราก็ต้องทำงานประสานกันอยู่แล้ว

 

แพทย์กระดูกก็จะประจำอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ เหมือนกับแพทย์อื่นๆ

 

การทำงานส่วนใหญ่อาทิตย์หนึ่งมี 5 วัน ถ้าเป็นหมอสายผ่าตัดก็จะต้องมีออกตรวจ ราวด์คนไข้(ผู้ป่วยใน) แล้วก็ผ่าตัด ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลทั่วไป โอพีดี (ผู้ป่วยนอก) ก็จะ 1-2 วัน ผ่าตัดก็จะ 1-2 วัน ส่วนอีกวันก็อาจจะเป็นวันศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม งานวิจัย หรือทำงานอย่างอื่น งานวิจัยก็จะเป็นอีกงานหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมา แต่ส่วนนี้ไม่ได้มีเวลาตายตัว เราจะต้องจัดสรรเวลาไปทำเองควบคู่ไปกับการทำงาน เช่นเก็บข้อมูลจากการผ่าตัด ตรวจคนไข้ในโอพีดี การราวด์ก็ต้องราวด์เช้ากับเย็นอยู่แล้วทุกวัน เช่นเคสที่เราผ่าตัด

ถ้าเอกชนเราก็จะนั่งตรวจโอพีดี และถ้ามีเคสมาเราถึงจะหาเวลาไปผ่าตัดต่างหาก

 

ไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องมีเป็นพิเศษ แต่คนส่วนใหญ่ที่มาเรียนก็จะคล้ายๆกัน จริงๆ คนที่เลือกเรียนเฉพาะทางแต่ละด้านก็จะมีลักษณะนิสัยคล้ายๆกันนะ ของทางหมอกระดูกก็จะเป็นคนที่ค่อนข้างจะชิวๆ สบายๆ เพราะว่ากระดูกเป็นสายผ่าตัดก็จริง แต่เคสที่ฉุกเฉินจริงๆที่ต้องรีบผ่าตอนนั้นเลยจะมีน้อย ไม่เหมือนศัลยกรรมทั่วไปอย่างเช่นถ้ามีโดนมีดแทง โดนเส้นเลือดใหญ่ หน้าอก หรือท้องมา ก็จะต้องรีบผ่าตัดเดี๋ยวนั้นเลยก็จะรีบมากกว่า แล้วก็ความเครียดของผลการผ่าตัดที่ทำให้ถึงชีวิตมีน้อยกว่า

ส่วนการพูดคุยกับคนไข้ จริงๆแล้วการที่จะเป็นหมอที่ต้องตรวจคนไข้ ควรจะมีความสามารถที่จะพูดคุย เจรจา สื่อสารกับคนไข้อยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ

 

ถ้าพูดถึงคุณค่าที่ให้กับสังคมก็มีมากอยู่แล้วนะ หมอรัฐบาลทั่วไป เราก็ตรวจคนไข้ เราก็รักษาเขา และถ้าเขาหายเจ็บ หายปวด เขาก็จะมีความสุขมาก เราก็รู้สึกว่าเราได้ เพราะความเจ็บปวดมันรบกวนชีวิตของเขามาก อย่างคนแก่ๆ ญาติผู้ใหญ่ ถ้าลองคุยดูก็จะรู้ว่ามันทรมานมาก ถ้าเราหาทางแก้ไขให้เขาได้เขาก็จะรู้สึกรักเรามาก  เราก็จะรู้สึกภูมิใจเพราะเขาก็ให้เกียรติเราด้วย

ส่วนเรื่องเงินเดือนหมอจะก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ ที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ก็จะมีเงินเดือน แล้วก็มีโอที แต่หมอมันจะมีเงินรับเข้าหลายกรณี ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลก็จะมีเงินเดือน เงินพิเศษประจำตำแหน่ง เงินไม่ทำเอกชน แล้วก็มีเงินค่าเวรอีก หมอผ่าตัดมันก็จะมีค่าผ่าตัดในแต่ละเคสอีก ถ้าไม่รวมที่ไปทำ Part-time เอกชนก็จะอยู่ที่ 60,000 -120,000 บาท

เอกชนก็จะสูงขึ้นไปอีกแต่ช่วงระดับเงินเดือนก็จะกว้างมาก ขึ้นอยู่กับว่าทำงานอยู่ที่ไหน มีเคสผ่าตัดมากน้อยแค่ไหน ถ้าจบเฉพาะทางกระดูกมา มีตั้งแต่ 150,000 บาท ถึงหลักล้านก็มี ถ้ามีเคสเยอะ มันอยู่ที่เคสผ่าตัดมากกว่า มันแล้วแต่คน แล้วแต่ความดังด้วย ถ้าเป็นหมอชื่อดังคนไข้เขาจะมาหาอยู่แล้ว รายได้หลักของหมอผ่าตัดที่ได้เยอะก็มาจากการผ่าตัดมากกว่า

สิ่งที่ต้องสูญเสียก็เป็นเรื่องของเวลาแน่นอน การที่เรียนหมอ เริ่มตอนอายุ 18 ปี พอจบ 6 ปีก็อายุ 24 ปีแล้ว ซึ่งตอนเรียนก็เรียนหนักทำงานตลอด ไม่ทำงานก็เรียนหนังสือ ทำรายงาน ทำอะไรเยอะแยะไปหมด แต่ถ้าจบมาทำงานแล้ว ก็จะสบายขึ้น ทำงานเสร็จใช้ทุน 3 ปี กลับมาเรียนต่อเฉพาะทางอีกแล้ว เริ่มที่อายุ 27 ปี เรียนต่ออีก 4 ปี ก็อายุ 32  ปีแล้ว

 

ก็จะมีการต่อยอดแยกย่อยลงไป แต่ละส่วนก็ต่างกัน ถ้าจะไปอยู่ส่วนบริหาร จริงๆทุกแผนกก็ไปได้หมดนะ สายอาชีพของพี่ถ้าเติบโตมากๆ ก็อาจจะเป็นอาจารย์โรงเรียนแพทย์ทำวิจัย พัฒนาวิชาการ ค้นคว้าหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับทางวิชาการมากขึ้นมากกว่า

 

ทางด้านวิชาการก็คือหมอทั่วไปที่อยู่ใน 6 ปี สิ่งที่คิดว่ารู้แล้วมีประโยชน์ที่สุดเลยคือเรื่องของ Anatomy เรื่องของร่างกายมนุษย์ เพราะว่าเวลาผ่าตัด เราก็ต้องรู้ว่าเวลากรีดมีดลงไป เปิดออกมาจะเจออะไร อะไรที่สำคัญไม่สำคัญที่สามารถตัดได้  ถ้ารู้เรื่องนี้ก็จะมีประโยชน์มากในการผ่าตัด  หมอกระดูกก็จะรู้เรื่องนี้เยอะสุดแล้ว เรื่องของระยาง แขน ขา กระดูกสันหลัง ถ้าเป็นช่องท้อง ทรวงอกก็จะเป็นหมอศัลยกรรมทั่วไป มันแยกกันตรงนี้

ตอนเรียนก็เรียนศาสตร์ของกระดูกทั้งหมด ทั้งกระดูกสันหลัง แขน ขา เท้า ต้องมีความรู้พื้นฐานทางด้านศัลยกรรมฉุกเฉินด้วย เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาก็จะประสบอุบัติเหตุมา เราก็ต้องสามารถดูแลเบื้องต้น ในเคสเหล่านี้ได้ เราก็ต้องรู้ทั้งหมดเพราะเวลาจบไปเราก็ต้องดูคนไข้ทั้งหมด ไม่ได้เเยกว่าเป็นแขนหรือขา นอกจากจะเรียนต่ออนุสาขา เราก็จะอยู่ในตำแหน่งอย่างเช่นโรงเรียนแพทย์ ในตำแหน่งที่เป็น Tertiary care โรงพยาบาลที่เป็นศูนย์รับการส่งต่อ เราก็จะดูเรื่องนั้นๆ เป็นหลัก ถ้าเราเรียนต่อทางด้านเท้า เราก็จะดูแต่เท้าอย่างเดียวเลย

เวลาจบหมอเราจะได้ใบที่เขาเรียกว่า ใบประกอบโรคศิลป์ หมอเป็นวิทยาศาสตร์แต่เป็นโรคทางศิลป์เพราะเราต้องใช้ศิลปะหลายอย่างทั้งทางการพูด การคิด การตัดสินใจ ไม่ใช่แค่วิชาการอย่างเดียว การที่จบมาได้เกรด 4.00 ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าจบไปจะเป็นหมอที่เก่ง บางทีจบไปประยุกต์ใช้ เอาไปวิเคราะห์ไม่ออก เพราะคนแต่ละคนมันไม่ใช่สูตรคำนวณตัวเลข มันมีบางอย่างที่ไม่ได้ตรงไปตรงมาทุกเคส เรื่องของการพูดคุยกับคนไข้ก็สำคัญ เจรจาสื่อสารให้คนไข้เข้าใจและรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา แล้วเราจะรักษาอย่างไร ถ้าคุยไม่รู้เรื่องแล้วเราเอาไปผ่าตัดออกมา เขาไม่ได้ต้องการแบบนี้ ก็จะมีปัญหา

 

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ พี่ต้นแบบอาชีพ ในกิจกรรม OPENWORLD ปี พ.ศ. 2558