แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะเป็นหมอสาขาฟื้นฟู ฟื้นฟูเรื่องความถดถอยในความสามารถหรือสมรรถภาพที่ลดลง สองอย่างนี้บางทีหมอบางส่วนจะไม่ได้เข้ามายุ่งแต่ทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูจะเน้นตรงนี้เป็นหลัก เราจะดูว่านอกจากโรคทางกายของคนไข้แล้ว เขาสูญเสียอะไรบ้างทางสังคมและทางด้านการใช้ชีวิต ส่วนของเราจะเข้าไปฟื้นฟูในจุดนี้ โดยที่เราก็ดูทางด้านของร่างกายด้วย แต่ไม่ได้เน้นเพราะว่าเรามีคุณหมออายุรแพทย์ กุมารแพทย์ และศัลยแพทย์ดูอยู่แล้ว ดังนั้นจะว่าไปแล้วเราก็เหมือนเป็นปราการด่านเกือบๆ สุดท้ายก่อนที่จะออกสู่สังคม

ความท้าทายคือ เราจะทำอย่างไรให้คนไข้ที่ไม่พร้อมจะออกไปสู่สังคม เขาพร้อมและสามารถออกไปได้อย่างปลอดภัย ไม่ใช่ว่าเราแค่ให้กำลังใจเขา มันเป็นทางจิตเวชด้วย คือเราให้กำลังใจ จนเขาเริ่มอยากกายภาพบำบัด อยากจะเดินแล้ว ปรากฎว่าคนไข้กลับบ้านไปเดินหกล้มกระดูกหักเพิ่ม กลับมาใหม่และกลับไปวงจรเดิม  อันนี้เป็นความท้าทายที่คนไข้คนนึงเข้ามาเป็นโจทย์ แต่ละคนโรคไม่เหมือนกันเราจะทำอย่างไรให้เขาสามารถออกสู่สังคมได้อย่างปลอดภัยและไม่ทำให้สังคมรอบข้างมีปัญหา เราจะไม่ได้ดูแค่ตัวคนไข้ สมมติคนไข้เดินได้แล้วแต่ควบคุมตนเองไม่ได้ เข้าไปทำนู้นทำนี่พังในสังคม สังคมก็ไม่อยากให้เขาออกไป เขาก็ต้องกลับมาอยู่บ้านอีก มันท้าทายตรงนี้ เราไม่ได้รับมือกับคนไข้คนเดียว

 

เมื่อคนไข้มาถึง เราก็จะประเมินสภาพร่างกายและจิตใจของเขาก่อน ถ้าสภาพจิตใจไม่พร้อมเราก็ต้องทำให้เขาพร้อมก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยมาดูสภาพร่างกายว่าคนไข้คนนี้มีสูญเสียสมรรถภาพตรงไหน มีปัญหาตรงไหนบ้าง แล้วเราถึงจะวิเคราะห์ออกมาว่า เราจะให้โปรแกรมคนไข้ทำอะไร เช่น คนไข้อัมพาตครึ่งซีก ต้องทำกายภาพบำบัดเราก็จะส่งไป ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะรู้จักเราตรงกายภาพบำบัด แต่จริงๆมันกว้างกว่านี้

 

ถ้าหมอคนไหนไม่ชอบทำงานกับคนอื่นอย่ามาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูเพราะเราจะต้องติดต่อกันเป็นทีม เยอะมาก เพราะเวชศาสตร์ฟื้นฟูเราจะไม่ได้ทำงานคนเดียว เราจะทำงานในรูปแบบที่เรียกว่า Multidisciplinary Team คือ การทำงานที่มีสหสาขาวิชาอยู่ในทีม เราจะมีทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นหัวหน้าทีม แล้วก็มีพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู (ทีมกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด  นันทนาการบำบัด) นักจิตวิทยา  และอาจรวมถึงนักอรรถบำบัดที่จะช่วยเหลือเรื่องการสื่อสารของคนไข้ กับนักสังคมสงเคราะห์ ทั้งหมดรวมกันเป็นทีมใหญ่

 

อาชีพนี้ตอนนี้โรงพยาบาลใหญ่ๆ จำเป็นต้องมี แต่ปัจจุบันยังมีน้อย โดยเฉพาะในโรงพยาบาลต่างจังหวัด หมอเวชศาสตร์ฟื้นฟูขาดแคลนมากๆ

ส่วนการทำงานโรงพยาบาลรัฐและเอกชนทำงานเหมือนกัน แต่จะต่างกันในเรื่องของอุปกรณ์ โดยเฉพาะในส่วนของกายภาพบำบัด เพราะการกายภาพเราจะใช้อุปกรณ์เยอะ ดังนั้น เราไปอยู่ในแต่ละที่เราอาจทำงานได้ไม่เท่ากัน เอกชนจะดีกว่าตรงที่อุปกรณ์เขาจะค่อนข้างพร้อมรับกับคนไข้กลุ่มเป้าหมายของเขาได้ค่อนข้างเต็มที่

จริงๆ ทุกแผนกก็จะทำงานหนักหมด แต่ถ้าพูดถึงด้วยตัวปริมาณงานในเวลางานของเรา เราจะมีภาระงานหนักกว่า เพียงแค่ว่าเราจะไม่มีกรณีฉุกเฉิน คนไข้จะถูกส่งต่อมาหาเราในเวลาทำงาน หรือถ้าคนไข้ walk in มาก็จะมาหาเราในเวลางาน เราก็เลยดูเหมือนจะสบายกว่าคนอื่นในแง่ที่ว่าเราไม่มีเวร เราไม่ต้องอยู่นอกเวลา ไม่ต้อง On Call แต่ถ้าพูดถึงในเวลาล่ะก็คิวเต็มที่มาก

 

ชัดเจนคือต้องพูดเก่ง ถ้าไม่พูดก็แย่เลยเพราะว่าสุดท้ายแล้วคนไข้ที่มี Disability บางอย่าง สมมติเป็นอัมพาต อยู่ๆ วันนี้เป็นอัมพาตครึ่งซีก หมอเวชศาสตร์ฟื้นฟูเข้าไป “คุณลุง ทำกายภาพกัน” คุณลุงก็คงไม่เข้าใจ เพราะเขาก็ยังเครียดอยู่เลย ไม่มีแรง ยังจะให้เขามาเดินอีก ไร้สาระ หมอเวชศาสตร์ฟื้นฟูก็จะต้องมีทักษะในการพูดให้เขาเข้าใจว่าตัวโรคของเขาคืออะไร ทำไมต้องทำกายภาพบำบัด กายภาพบำบัดอาจจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง ทำให้คนไข้เขาเห็นภาพแล้วมีกำลังใจเพื่อที่จะคุยกับเรา

อันต่อไปที่ต้องเข้าใจคือโรคบางโรคมันไม่หายแต่เราจะต้องทำให้คนไข้อยู่กับมันได้ดีที่สุด ดังนั้น ถ้าเราไม่มีความเสียสละหรือความสงสารต่อคนไข้ คนไข้คนนั้นก็อาจจะต้องถูกทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เราจะต้องคอยดูว่า ทำไมคนไข้ยังไม่ออก คนไข้มีปัญหาจริงๆด้วย เราอยากช่วย ต้องมีจุดนี้ก่อนถึงจะเป็นเวชศาสตร์ฟื้นฟูได้ ถ้าไม่มีก็อาจจะคิดว่า เรารักษาเสร็จแล้ว โรคมันก็ไม่มีอะไรแล้ว พอแล้ว จบ แต่คนไข้กลับบ้านไปเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้สนใจ เดี๋ยวนักกายภาพก็ไปจัดการเอง แบบนี้ก็ไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะคิดไม่ออกว่าคนไข้มีปัญหาอะไร เราแก้ปัญหาไม่หมดสุดท้ายการรักษาก็ไม่สำเร็จ อย่างเช่นหากเราไม่รู้ว่าคนไข้กำลังซึมเศร้าอยู่ เราให้เขาทำหมดเลย กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด เต็มที่ แต่สุดท้ายคนไข้ยังไม่เดิน เพราะคนไข้ไม่อยากเดิน คนไข้รู้สึกว่าชีวิตเขาไร้ค่า จะเดินออกไปข้างนอกก็มีแต่คนว่าเขา ถ้าเราไม่สงสัยและไม่สงสาร มันก็ไปต่อไม่ได้

ส่วนเรื่องความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต้องมี คือ กายวิภาค สรีรวิทยา ใช้เต็มที่เพราะเราเป็นหมอที่ดูเรื่องของโครงสร้างร่างกาย ที่จะทำกายภาพบำบัด ในเรื่องของกล้ามเนื้อ เรื่องกระดูก กายภาพบำบัดปอด กายภาพบำบัดหัวใจ ดังนั้นต้องรู้แน่นอน

ถอยไปมากกว่านั้นอีกคือฟิสิกส์ ซึ่งจะค่อนข้างสำคัญในแง่ของการที่เราจะดูเรื่องขาเทียม ว่าคนไข้จะใส่ขาเทียมแบบไหน มันจะมีวิชาที่เรียกว่ากลศาสตร์จะเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง เพื่อที่จะดูว่าคนไข้ใส่ขาเทียมแบบนี้ทำไมเขาเดินก้าวขาไม่ออก เข่าอ่อน ใช้ไม่เยอะหรอกแต่ถ้าหากไม่มีพื้นฐานเลยก็คงลำบาก

นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของวิชาทางเทคนิคทั้งหมด คือเรารู้หมดทุกอันแต่เราอาจจะไม่ได้ถึงขั้นว่าการเกิดโรคนี้เกิดจากอะไร เซลล์นี้ไปทำอะไรกับเซลล์นี้ จะไม่ถึงขนาดนั้น แต่เราต้องรู้ว่าโรคนี้เกิดจากอะไรเพื่อที่จะได้รู้ว่าคนไข้คนนี้เหมาะกับการกายภาพแบบไหน ห้ามทำอะไรเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย สุดท้ายก็แคะออกมาเป็นโปรแกรมให้คนไข้ทำ

 

ที่มาของรายได้ก็คือเงินเดือนที่มาจากโรงพยาบาลเป็นหลัก แล้วแต่ว่าเป็นรัฐหรือเอกชน แล้วก็ค่าอยู่เวร แต่ส่วนใหญ่แล้วเราก็จะไม่ได้รวยเหมือนคนอื่นนะคะ แต่สิ่งที่เราได้คือเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีมาก จะพูดว่าที่ดีสุดในบรรดาหมอทั้งหมดเลยก็ว่าได้ คุณค่าทางจิตใจเยอะ บางทีคนไข้จะไม่กล้าคุยกับหมออายุรกรรมเพราะว่าหมอเพราะว่าบางทีหมออายุรกรรมก็เหมือนไม่มีเวลาคุยกับเขา เข้าไปคุยกันสักพักเดียวหมอก็บอกว่ากลับบ้านได้แล้ว แต่คนไข้มาหาเราเขาจะกล้าคุย คุยดี เพราะว่าเราต้องใช้เวลา ต้องเจาะลงไปให้ลึก เราก็เลยได้รับความไว้วางใจ มันก็จะดีใจนะเวลาคนไข้จำเราได้ บอกว่าเขากลับไปทำกายภาพ ทำการบ้านของหมอด้วย

สาขานี้ทำให้มีเวลาได้ง่ายกว่าคนอื่น ใช้คำนี้น่าจะเหมาะกว่า เพราะจริงๆก็แล้วแต่คน หมายถึงถ้าเรามีเป้าหมายอยากได้รายได้เยอะ เวชศาสตร์ฟื้นฟูต้องอยู่เวรอย่างอื่นเพิ่มแน่นอน เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของหมอมาจากการอยู่เวร ถ้านับกันจริงๆ หมอรัฐบาล เงินเดือนก็เท่ากับคนที่ทำงานภาครัฐบาลนั่นแหละ เงินเดือนไม่เยอะเลย แต่ที่ดูเยอะกว่าคนอื่นเพราะว่าเขาอยู่เวรกัน  ซึ่งเวชศาสตร์ฟื้นฟู ถ้าไม่อยู่เวรเลย เงินเดือนก็เท่ากับรัฐบาล

จุดด้อยของเราก็มีคือ ความเชี่ยวชาญของเราอาจไม่ได้เฉพาะทางเท่าคนอื่น เวลาอยู่เวรก็อาจจะได้อยู่เป็นแบบ General Practice เป็นหลัก หรืออาจไปอยู่เวรแบบพิเศษขึ้นมาหน่อยก็อาจจะเป็นนอกเวลาของโรคปวดหรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งมันก็จะไม่ได้เหมือนหมอเด็กที่ไปอยู่เวรดูเด็ก สูตินรีแพทย์ไปอยู่เวรดูคน

 

เป็นสาขาที่เกิดขึ้นมาได้ยังไม่ถึง 50 ปี เหมือนงอกมาจากสาขาอื่นเพราะสาขาอื่นเริ่มไม่มีเวลาที่จะมาดูตรงนี้ ถ้าจำไม่ผิดตอนนี้ประเทศไทยมีอยู่แค่ไม่ถึง 500 คน คนไม่เยอะ ไม่ถึง1000 คนแน่ๆ  เพราะว่าเพิ่งเกิดมาได้ไม่นาน ประเทศเพื่อนบ้านเรามีไม่ถึง 100 คนด้วยซ้ำ เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีระบบสาธารณสุข เวชศาสตร์ฟื้นฟูก็จะเป็นนักกายภาพเป็นหลัก ตอนนี้ก็เหมือนมีเรางอกออกมาช่วยดูให้คลอบคลุมขึ้นเกี่ยวกับตัวโรคของคนไข้ ดังนั้นมันยังขาดเเคลนอยู่ในแง่ที่อาจารย์แพทย์ก็ยังน้อย เขาก็จะเปิดเทรนนิ่งแพทย์ประจำบ้านได้น้อย ก็เลยกลายเป็นว่า 1 ปีเราผลิตได้ไม่เยอะ เป็นสาขาที่ขาดแคลน ทั้งๆ ที่จริงๆแล้วก็เป็นสาขาที่มีคนสนใจอยากเรียนเยอะ  คนไข้เราก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าตอนนี้ทุกคนก็อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ้ค มือถือ คนไข้เยอะขึ้น แต่ว่าหมอก็ยังไม่เพียงพอเองด้วย

แต่พูดถึงว่าเราทำอะไรได้เยอะไหม ตอบได้เลยว่าเยอะมาก ในแง่ที่ว่าเราต่อยอดไปทางกายภาพ กิจกรรม แพทย์แผนไทย ฝังเข็ม ฯลฯ การต่อยอดมีแน่นอน อยู่ที่เราอยากไปทางไหน ถ้าเราอยากรักษาเรื่องเจ็บปวดเป็นหลัก เราก็อาจจะประสานงานกับนักกายภาพ ทำเป็นทีมเพื่อที่จะเข้าถึง สอนลงไปในสังคมได้ หรือถ้าเราอยากจะนำเรื่องของเวชศาสตร์ฟื้นฟูมาช่วยในเรื่องของการผ่อนคลาย เราก็อาจจะเปิดสปา หรือนำความรู้นั้นๆไปทำอย่างอื่นได้ ความก้าวหน้าจริงๆเราทำได้หลายอย่างมาก ทำสปา ทำคลีนิค กายภาพบำบัด ทำอะไรทำได้หมดเลย

 

 

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ พี่ต้นแบบอาชีพ ในกิจกรรม OPENWORLD ปี พ.ศ. 2558