เชฟเบเกอรี่

เชฟเบเกอรี่

หน้าที่รับผิดชอบของเชฟเบเกอรี่เหมือนกับเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักศิลปะในคนๆ เดียวกัน เพราะเราต้องรับผิดชอบผลงานซึ่งก็คือ ขนมเบเกอรี่ของเรา ด้วยการเตรียมส่วนผสมให้ถูกต้องครบถ้วนเพราะถ้าผิดเพี้ยนเพียงนิดหน่อยขนมของเราจะเปลี่ยนไปทันที และต้องใส่จินตนาการ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในขนมของเราว่าหน้าตาควรจะออกมาเป็นอย่างไรให้น่ารับประทาน

หัวใจสำคัญของอาชีพจึงอยู่ที่ความสร้างสรรค์ที่เราจะต้องสรรหาขนมเบเกอรี่ใหม่ๆ มาให้ลูกค้า และต้องมีความรับผิดชอบให้ขนมของเรามีคุณภาพและมีประโชน์กับลูกค้า

ขั้นตอนการทำงานของอาชีพนี้ เริ่มต้นจากการระบุว่ามีขนมอะไรบ้างที่เราจะต้องทำหรือต้องรับผิดชอบ โดยถ้าเป็นร้านเบเกอรี่ของตนเองก็อาจจะดูจากว่าเราต้องการเพิ่มเติมขนมประเภทใดลงในตู้หน้าร้านของเรา จากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบและเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำขนมประเภทนั้นๆ

ในขั้นตอนของการลงมือทำก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทขนม ก็จะมีทั้งผสมวัตถุดิบ นวด คน อบ พัก ฯลฯ โดยในขั้นตอนนี้เราก็จะต้องใช้ทักษะการบริหารจัดการ เช่น ในช่วงพักขนมก็ล้างอุปกรณ์ ในระหว่างอบขนมอย่างหนึ่งก็เตรียมผสมส่วนผสมของขนมอีกอย่างหนึ่ง เป็นต้น ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะเรามีเวลาจำกัดในการทำขนม เราจะต้องนำออกมาวางก่อนร้านเปิดหรือขนส่งออกไปให้ร้านต่างๆ ก่อนที่ร้านจะเปิด

ขั้นตอนสุดท้ายของการทำงานก็จะเป็นการรักษาความสะอาดของครัวทำขนมและจักเตรียมอุปกรณ์สำหรับพร้อมใช้ในวันต่อๆ ไป

นอกจากกการลงมือทำขนมแล้ว หน้าที่ของเชฟเบเกอรี่ก็ยังรวมถึงการค้นคว้าเรียนรู้สูตรขนมใหม่ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

 

เชฟเบเกอรี่จะต้องทำงานร่วมกับฝ่ายอื่นๆ ในร้าน เช่น ทำงานร่วมกับพนักงานขายเพื่อรับรู้ว่าเราขายขนมอะไรไปบ้างและต้องทำขนมอะไรเพิ่มเติม ลูกค้าเป็นอย่างไรชอบแบบไหน, ทำงานร่วมกับฝ่ายจัดซื้อเพื่อแจ้งว่าต้องการวัตถุดิบอะไรบ้างในการทำขนม ต้องการปริมาณเท่าใด ต้องการเมื่อไหร่ หรืออาจจะต้องคุยกับเจ้าของร้านหรือที่ปรึกษาร้านอาหาร (หรืออาจจะแค่ครีเอทีฟของร้าน) อีกว่าต้องปรับขนมให้เข้ากับช่วงเวลาเทศกาลหรือไม่ อย่างไร

 

อาชีพเชฟเบเกอรี่อยู่ในหลายประเภทธุรกิจ ทั้ง ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่ โรงแรม เป็นต้น

อาชีพเชฟเบเกอรี่เป็นอาชีพที่ไม่มีเวลาตายตัวขึ้นอยู่กับประเภทขนมที่เราต้องทำ ขนมแต่ละประเภทก็จะใช้เวลาเตรียมไม่เท่ากัน บางอย่างเตรียมหนึ่งชั่วโมง บางอย่างใช้เวลาเตรียมมากกว่านั้น หรือขนมแต่ละอย่างก็ใช้เวลาอบไม่เท่ากัน หรือบางทีเราก็ต้องทำขนมหลายประเภท เราก็ต้องทำงานตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเวลาเลิกงาน

ถ้าให้ระบุเป็นเวลาทำงานถ้าเป็นเชฟเบเกอรี่ที่เป็นพนักงานก็จะทำงานเป็นกะ กะละ 7 ชั่วโมงและเมื่อครบกะเราก็จะส่งมอบหน้าที่งานให้กับเชฟอีกคนที่มารับหน้าที่ต่อจากเรา แต่ถ้าเป็นเชฟเบเกอรี่ที่เป็นผู้ประกอบการก็อาจจะต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนร้านเปิดไปจนถึงหลังร้านปิด (เช่น แปดโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม)

 

นิสัยหรือบุคลิกของคนที่น่าจะเหมาะกับอาชีพเชฟเบเกอรี่น่าจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความละเอียดรอบคอบ สะอาด และต้องรักการเรียนรู้อยู่ตลอด ที่ต้องมีคุณสมบัติอย่างสุดท้ายก็เพราะเดี่ยวนี้แวดวงขนมมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

 

อาชีพนี้มีส่วนในทุกๆ ช่วงเวลาความสุขของคน ทั้งวันเกิด วันแต่งงาน ฯลฯ เมื่อเราเห็นลูกค้าทานขนมของเราแล้วมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย

ส่วนสิ่งที่ต้องแลกในอาชีพนี้ก็อาจจะมีส่วนคล้ายๆ กับหลายอาชีพในเรื่องการเสียสละเวลาส่วนตัว เพราะช่วงที่ลูกค้าจะต้องการขนมหวานก็จะเป็นช่วงเวลาพักผ่อนเช่นวันหยุด ช่วงเทศกาล ซึ่งเราก็ต้องแลกเวลาของเราในส่วนนี้เพื่อทำขนมให้กับลูกค้า หรือในส่วนของสุขภาพก็อาจจะมีข้อเสียที่เกิดขึ้นกับสุขภาพของเราเพราะงานในครัวเป็นงานที่ค่อนข้างหนัก การทำซ้ำๆ ประจำๆ ก็จะส่งผลต่อกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้อที่แขน มือ ได้ แต่ทั้งนี้ถ้าเราสามารถจัดการตัวเอง เช่นออกกำลังกายหรือแบ่งเวลาได้เราก็จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากผลเสียเหล่านี้

 

เส้นทางอาชีพของเชฟเบเกอรี่ก็จะคล้ายๆ กับอาชีพเชฟ ที่สามารถขยับไปเป็นได้ทั้ง Food stylist, ที่ปรึกษา, นักคิดค้นสูตร, ผู้ประกอบการ ฯลฯ

 

อาชีพนี้ไม่จำเป็นต้องเรียนสายตรงมาก็ได้ แต่นั่นหมายความว่าเราจะต้องพยายามและต้องอดทนนกับความเหนื่อยที่เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เพราะเราต้องขวนขวายเรียนรู้พื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็นด้วยตนเอง เราต้องเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่คอยทดลองและเรียนรู้ว่าใส่อันนี้ ใส่อันนั้นแล้วรสชาติจะเปลี่ยนไปอย่างไร

สำหรับแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่จะสามารถศึกษาด้วยตัวเองได้ก็สามารถดูได้ตาม Youtube หรืออ่านวิธีการทำที่มีคนเอามาแชร์ลงในอินเทอเน็ตก็ได้เหมือนกัน

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ พี่ต้นแบบอาชีพ ในงาน “มหกรรมเปิดโลกการเรียนรู้สู่อาชีพ จังหวัดสุรินทร์” ปี พ.ศ.2560