Interior Designer

Interior Designer

1. สภาพแวดล้อมในการทำงาน

สถานที่ทำงาน

หน่วยงานเอกชน และ พวกหน่วยงานราชการจะมีบ้างตามตำแหน่ง แต่ส่วนใหญ่ที่จบมาจะทำในบริษัทเอกชนมากกว่าหรือไม่ก็เปิดออฟฟิศเอง เพราะเดี๋ยวนี้ก็เปิดออฟฟิศเองกันเยอะ และพวก in house ตามห้างก็มีบ้าง ถ้าเป็น interior ที่เป็น in house กับ interior ออกแบบ ก็ใชีชีวิตต่างกันเหมือนกัน 

ถ้าเป็น in house เค้าเป็น interior แต่เค้าคือลูกค้า เพราะฉะนั้นเค้าก็จะเป็นคนของเจ้าของที่มีความรู้ทาง interior ที่คอยดีลกับเรา ซึ่งเค้าทำงานในฐานะเจ้าของ มันก็สบายกว่า แต่ว่างานมันอาจจะไม่หลากหลาย มันก็แล้วแต่passionของคนว่าจะเลือกทางไหน

สภาพการทำงาน

มีลงไซต์ ปกติ interior ถ้าสมมติว่าทำงานในไซต์ มันจะเป็นไซต์ที่เสร็จแล้วก็อาจจะไปแบบแอร์เย็นๆสวยๆ ก็เข้าไซต์ไปนิดหน่อย แต่ว่าถ้าทำอย่างพี่ ไซต์เป็นดินเป็นเลนอะไรก็ไปตั้งแต่ตอนนั้นเลย คือจริงๆเราอาจจะไม่ต้องไปตลอดก็ได้ แต่ว่าบางทีก็ต้องไปบ้าง เพราะว่าเราทำงานกันเป็นทีม ก็ไปทั้งสถาปนิก landscape interior ไปกันหมดเลย ถ้างานในออฟฟิศบรรยากาศก็จะแตกต่างกัน สถาปนิกก็จะเขียนแบบ ดีลงานกับวิศวกรกับวัสดุอะไรที่ดูโหดร้าย แต่ interior เราก็จะนั่งมองหญ้า ต้องใช้จินตนาการ ต้องใช้ passion เหมือนกันในการทำ และถ้ามีเรื่องวัสดุเราก็จะได้ติดต่อกับกระเบื้อง หนัง ผ้าสวยๆ บรรยากาศมันก็จะต่างกัน ทางเราก็อาจจะดูละเอียดกว่า แต่จริงๆบรรยากาศหรือขั้นตอนมันก็คล้ายกันกับสถาปัตย์ แต่รายละเอียดมันก็จะต่างกัน

ระยะเวลาในการทำงาน 

ถ้าทำงานในออฟฟิศเราก็พยายามทำตัวให้เหมือนคนปกติ คือเข้า 9 โมง เลิก 6 โมง ก็คือเราอยากให้น้องๆเค้ามีชีวิตเหมือนคนปกติ เหมือนอาชีพอื่นๆที่ตอนเย็นได้ไปสังสรรค์ได้เข้าเมืองไปดูอะไรบ้าง แต่ยอมรับว่ามันก็มีบางช่วงที่มันต้องส่งงานก็เลยต้องอยู่ที่นี่คืนหรือสองคืนก็มี แต่ถ้าช่วงที่ไม่ได้ส่งงานไม่อยากให้ใครอยู่ออฟฟิศนานเลย ให้ไปเปิดหูเปิดตาดีกว่า สร้างแรงบันดาลใจ คืออยากให้ใช้ชีวิตปกติ เพราะว่าinteriorค่อนข้างจะต้องเห็นอะไรเยอะ ต้องเข้าเมือง ต้องไปดูเฟอร์นิเจอร์ ต้องไปดูโชว์รูมดูห้าง ต้องช่างสังเกตด้วย

ระยะเวลาในออฟฟิสกับตอนลงไซต์งาน

ถ้าเป็นตอนเริ่มต้นเราก็ต้องไปดูไซต์ก่อน เราไปวัดหน้างาน เราไปดูบรรยากาศรอบๆ ดูconditionต่างๆที่จะต้องเอามาดีไซน์ เสร็จแล้วพอหลังจากนั้นส่วนมากเราจะอยู่ในออฟฟิศ ก็เริ่มทำงานขั้นทำตีบขึ้นมาหลังจากนั้นก็เริ่มทำในรายละเอียด เขียนแบบก่อสร้าง เอาไปประมูลราคา และหลังจากที่มีงานก่อสร้างเกิดขึ้นเราจะไปไซต์บ่อย ประมูลราคากับผู้รับเหมา พอทำแบบเสร็จถ้าลูกค้าโอเคก็ส่งให้ผู้รับเหมาประมูลราคา ถ้าตกลงกันเรื่องเงินได้ก็เริ่มก่อสร้างเลย และเราก็จะไปลงไซต์ ถ้าเป็นไซต์ที่เป็นสถาปัตย์ด้วย ช่วงปีแรกเราอาจจะยังไม่ค่อยต้องไป พอช่วงหลังขึ้นงานinteriorต้องไปบ่อย บางทีก็แช่กันอยู่ที่ไซต์ข้ามคืนก็มี interiorก็ไม่ค่อยต้องลุยโคลนหรืออะไรนะ แต่ถ้าเป็นออฟฟิศนี้ที่ทำรีสอร์ทตามภูเขา ก็มีปืนเขาบ้าง ทำอะไรก็ทำมาหมด ตากแดด ตากฝน ตกโคลน ก็ลุยพอสมควร แต่ถ้าเป็นinteriorล้วนๆเลยก็มักจะทำงานในตึก ออฟฟิศ ในห้าง พวกนี้ก็ไม่ต้องลุยโคลน

ประเภทของลูกค้า

เจอทุกแบบเลย ถ้าเป็นงานบ้าน บ้านส่วนตัวบ้านพักอาศัย การทำงานก็จะยาวหน่อย เพราะเค้ามักจะไม่ค่อยรีบ เพราว่าบ้านใหญ่ บ้านหลังใหญ่ทั้งทีไม่รีบก็ได้ ก็จะนานหน่อย แต่ถ้าเป็นงานพวกcommercialก็จะเร็ว เพราะจะโดนเร่งเรื่องเวลากับงบประมาณ ฝั่งcommercialท้าทายมากกว่า พี่ชอบฝั่งนี้ เพราะเร็ว เห็นผลเร็ว อีกอย่างคือมันจะไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าคนใดคนหนึ่งหรือรสนิยมส่วนตัวของคนนี้มันจะไม่ค่อยมี มันจะต้องเกี่ยวกับเรื่องบริษัท เจ้านาย ประธาน คนเล็กๆอีกหลายฝ่าย มันก็จะเร็วหน่อย บางอย่างผ่านได้ก็ผ่าน แต่ถ้างานบ้านก็ต้องดีที่สุด บ้านบางหลัง7ปีก็ทำมาแล้ว

อาชีพนี้ต้องทำงานร่วมกับอาชีพ/ตำแหน่งงานใดบ้าง

ส่วนใหญ่ interior ออฟฟิศนี้ทำงานร่วมกับสถาปนิกมาก เรามีทีม landscape ด้วย แต่ว่าทีม landscape ส่วนมากเค้าจะดีลกับสถาปนิก สถาปนิกเค้าจะเป็นเหมือนตัวกลาง ส่วนมากเราก็ดีลกับสถาปนิก ถ้าต้องดีลกับวิศวกรก็อาจจะต้องีลผ่านสถาปนิก ยกเว้นถ้าเป็นโปรเจคinteriorล้วนๆเลย เราก็ดีลกับวิศวกร ดีลกับlighting designer และsupplierต่างๆ

2. คุณลักษณะของงาน

เป้าหมายของงาน/โจทย์ใหญ่ของงาน/ความท้าทายของงาน

ออกแบบ ตกแต่ง space ภายในให้ดี สวยงาม เหมาะกับฟังก์ชั่นและรสนิยมของผู้อยู่อาศัย

Work process

ต้องบอกก่อนว่าแยกไว้สองอย่าง ก็คือจะมี interior ที่ทำงานกับสถาปัตย์ อย่างพี่ที่ทำงานกับออฟฟิศสถาปนิกและทำงานต่อจากสถาปนิก กับ interior ที่รับแต่งาน interior ที่เค้ามีงานสถาปัตย์มาแล้ว ถ้าทำอย่างที่พี่ทำก็คือข้อดีเราจะได้เรียนรู้โครงสร้างด้วย ได้รู้ตั้งแต่ต้น ได้รู้ตั้งแต่มันเป็นพื้นดินเปล่าๆ ว่าสุดท้ายสถาปนิกเค้าต้องการอะไรและ interior ต้องทำอย่างไรให้สอดคล้องกับเค้า ไปในทางเดียวกัน อันนี้ก็อาจจะต้องเรียนมา อย่างพี่เรียนมาคณะสถาปัตย์ จบสถาปัตย์ภายในรุ่นแรก ก็จะมีพื้นฐานสถาปัตยกรรมนิดหน่อย แต่ถ้าเป็น interior สายมัณฑนศิลป์เค้าก็จะเรียนออกแบบตกแต่ง โครงสร้างเค้าก็มีบ้าง แต่ส่วนมากก็อาจจะเป็นงานคนละแขนงก็ได้ ก็คือมีตึกมาแล้วก็ทำ interior กับอย่างที่พี่ทำตึกยังไม่มี เราก็คิด interior ตั้งแต่ต้นเลย เพราะฉะนั้นขั้นตอนก็คือคิดตั้งแต่สถาปัตยกรรมเค้ายังมีแค่เป็นโครง เป็นเสา เป็นฐานราก เค้าจะขึ้นมาเป็นอย่างไร เราก็คิด ทำงานร่วมกับเค้าตั้งแต่ตรงนั้นเลย อย่างเช่นสมมติว่ามีเสาบางอันที่เราคิดว่าเกะกะกับ space ภายใน เราก็คุยกับเค้าตั้งแต่ต้นให้เอามันออก แต่ว่าถ้าเป็น interior ที่ทำงานที่มันมีอยู่แล้วเสาต้นนั้นก็อาจจะต้องตกแต่งมันไป ความท้าทายก็ต่างกัน

Career path/ความก้าวหน้าของสายอาชีพ

interior ปกติ ถ้าเติบโตในบริษัทถ้าไม่เป็นเจ้าของไปเลยก็อาจจะเป็นผู้บริหารคุมทีม interior ใหญ่อยู่ในออฟฟิศ ถ้าออฟฟิศเราดีมันก็อาจจะอยู่ไปได้จนเกษียณอยู่แล้ว และถ้าไม่มาทางนี้ก็เป็นอาจารย์ได้ และพวก in house ไปทาง business ก็ไม่ต้องมานั่งเขียนแบบ ก็ตรวจงานอย่างเดียว ซึ่งจริงๆพี่ว่าทางนี้ ถ้าใครชอบก็ไม่เลวนะ เท่าที่คุยกับเพื่อนๆที่ทำทางนี้ก็ไม่ลำบาก เงินเดือนก็ไม่เลวด้วย ถ้าอยู่องค์กรที่ดี

บุคลิก นิสัยของคนที่เหมาะจะทำอาชีพนี้

น่าจะเป็นคนที่ชอบดูความเป็นไปของโลกนี้ ดูแฟชั่น ดูเทรนด์ แล้วก็น่าจะเป็นคนที่ต้องรู้จักพูดคุย เพราะถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักว่าแฟชั่นตอนนี้เป็นอะไร โลกตอนนี้เป็นอย่างไร บางทีทำinteriorไป มันก็อาจจะสวยแต่ว่าในแง่ของการขาย ความหวือหวามันอาจจะต้องมีให้เค้าบ้าง

3. คุณค่าและผลตอบแทน

ผลตอบแทน

พี่คิดว่าใครจะประกอบอาชีพอะไรมันก็คงจะมีความถนัดส่วนตัวหรือว่าบางอย่างฝังใจ คือคนทำอาชีพinterior เพื่อนเรียนมัธยมมาเหมือนกันทำคนละอาชีพ อาชีพอื่นมันได้เงินเดือนเยอะกว่าจริงๆแต่ว่าก็ต้องดูเป็นบางคน ทำinteriorเค้าก็มีเงินเยอะกว่าอาชีพอื่นได้ เพียงแต่ถ้าเฉลี่ยแล้วอาชีพนี้ไม่ได้เงินเดือนเยอะหรอก แต่ถ้าเราไม่ได้ลำบาก หมายถึงว่าเรารู้ว่าเราจะอยู่แค่ไหน ใช้แค่ไหน หรือเราไม่ชอบทำบัญชีไ ม่ชอบคิดเลข ไม่อยากไปอยู่ออฟฟิศราชการ อาชีพinteriorก็เป็นอาชีพที่พี่ไปห้างพี่ก็ได้ความรู้ คือเราหาความรู้ได้จากทุกที่ที่เราไป เพราะฉะนั้นมันก็เลยสบายใจ มันก็ดีตรงที่เหมือนรู้สึกว่าเราทำงานหาความรู้ด้านวิชาชีพเราได้ทุกที่

สิ่งที่ต้องสูญเสีย

สุขภาพ เพราะว่าคนทำงานทางนี้ก็มีหลายคนที่กำหนดให้ตัวเองทำงานเท่านี้ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนทำงานศิลปะมันมีpassion มันไม่ยอม เสร็จแล้วก็ได้แต่ถ้าบังเอิญมันปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าแบบบนี้อาจจะสวยกว่าก็ได้ เราก็ทำอีก มันก็ทำให้เราลากยาว จริงๆมันก็คือสมาธิกับpassion บางทีมันก็ทำให้เสียสุขภาพ เลยทำให้ต้องนอนดึกกันบ้าง

คุณค่าของอาชีพนี้ต่อคนรอบข้างและสังคม 

ถ้าเป็นพวกงานหรืออาคารสาธารณะที่ไปใช้ เราก็คงให้เรื่องของความสบายใจ ความสะดวกสบายในการใช้งานในอาคารเหล่านั้นให้เค้า สมมติว่าที่นี้เราออกแบบ แล้วเดินไปเจอคนบอกว่าน่าเกลียด เราก็เซ็ง แต่ถ้าคนบอกว่าสวย ชอบจังเลย กลับบ้านมาเราก็ยิ้มเลย

4. ทักษะ ความรู้ ความสามารถ

อย่างแรกน่าจะมีเรื่องความรู้เกี่ยวกับศิลปะ ความสวยความงาม รสนิยม การแมตซ์ของต่างๆ เพราะมันจะเยอะเรื่องของ หมอน ม่าน พรม เยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นก็น่าจะมีความรู้เรื่องความสวยงาม และอีกเรื่องที่อยากให้มีก็เรื่องโครงสร้าง เพราะถ้ามีมันก็จะดี เพราะว่าสุดท้ายไม่ว่าจะเรียนมัณฑนศิลป์ สถาปัตย์ภายในมันก็ต้องมาเจองานเดียวกันอยู่ดี เห็นเสา เห็นคาน และพวกวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ฟิสิกส์ต่างๆรู้หน่อยก็ดี เพราะเราทำงานเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างด้วย จะว่าสายศิลป์ทั้งหมดมันก็ไม่ใช่ ต่อให้เรียนสายศิลป์มา มาทำงานเค้าก็ต้องเจอเรื่องฟิสิกส์อยู่ดี

ทักษะอื่นๆเพิ่มเติมที่มีแล้วจะช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทักษะ drawing ตอนนี้คอมพิวเตอร์มันมาแรง น้องบางคนก็ sketchup กันแหลกเลย แต่ถ้าถามพี่ พี่ก็ยังเชื่อว่าการสเก็ตซ์จากมือ จะน่าเกลียดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องสเก็ตซ์สวย อยากให้ในหัวเห็นภาพอะไรเราต้องถ่ายทอดออกมาได้ด้วยมือ บางทีอยากดูไอเดีย10นาที เขียนให้ดูหน่อย น้องบางคนบอกว่าขอขึ้นsketchup หายไปครึ่งวัน เราอยากได้แบบที่เห็นเลย จะได้บอกได้ว่ามันสวยหรือไม่สวย ถ้าสวยก็จะได้ทำต่อเลย ก็เลยคิดว่าถ้าเรามีทักษะการถ่ายทอดจากสมองไปสู่มือ ไม่ต้องสวย แต่พอดูรู้เรื่อง พี่ว่าดีกว่า มันประหยัดเวลากว่า

ต้องเป็นคนช่างสังเกตุ เป็นคนสนใจเทรนด์แฟชั่น อะไรที่เป็นไปในโลก เพราะมันไม่ใช่เป็นเรื่องของโครงสร้างอย่างเดียว คืออาคารมันก็มีพัฒนาการเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ แต่เทรนด์ของการออกแบบตกแต่งข้างในมันเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นมันจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา interiorก็ต้องรู้ว่าช่วงนี้สีไหนฮิต แฟชั่นเสื้อผ้าเป็นอย่างไร คือรู้หมด รู้เยอะก็ดี เพราะเราอยู่ติดกับชีวิตของคนมากกว่าพวกสถาปัตย์ และอีกอย่างต้องfriendly เพราะอย่างเวลาไปทำงานกับลูกค้า interior ต้องเป็นคนที่คุยกับลูกค้ามาก คือเราต้องรู้แม้แต่ว่าเค้านอนท่าไหน ภรรยา สามี ใครนอนซ้ายใครนอนขวา พี่ก็ต้องรู้ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องเป็นคนfriendlyนิดนึงก็ดี เพราะลูกค้าเค้าจะได้สบายใจที่จะบอกเรื่องหลายๆอย่างกับเรา

แหล่งศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

ให้ไป TCDC เค้าจะมีหนังสือดีไซน์ที่อัพเดทอยู่หรือจะมีนิทรรศการ พอเราไปเราก็ได้เรียนรู้โลกกว้าง แต่ส่วนใหญ่พี่ก็เข้าเมือง เข้าห้าง ความรู้ทั้งนั้น ได้เดินไปเจอคนอื่นๆจะได้รู้ว่าเค้าทำอะไร เดินห้าง หรือโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์

5. เครื่องมือที่ใช้ในอาชีพนั้น

หลักๆเลยก็คอมพิวเตอร์ เพราะเด็กๆเดี๋ยวนี้ก็ทำ 3D อะไรกันง่าย โปรแกรมก็เรียนรู้กันไม่ยาก ก็มีคอมดีๆสักเครื่อง มีกระดาษสเก็ตซ์ ปากกา ดินสอ ถูกใจสักอย่างก็น่าจะโอเคแล้ว และก็อินเทอร์เน็ต เพราะเราต้องหาข้อมูลตลอดเวลา อันนี้ขาดไม่ได้เลย

โปรแกรมที่ใช้ หลักพี่แยกเป็น 3 อย่าง คือ

  1. เขียนแบบ เหมือนเขียนแบบ drawing นี่แหละ เป็นเส้นๆ
  2. โปรแกรมที่ทำ3D ทำภาพperspectiveขึ้นมา
  3. พวกโปรแกรมเสริม อย่าง photoshop AI ส่วนใหญ่โปรแกรมเขียนแบบก็ใช้ photoCAD แต่ออฟฟิศนี้เราจะใช้ microstation ทำงานใกล้เคียงกัน ส่วนตีบก็ใช้ 3D max 

 

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ในปี พ.ศ. 2557