นักข่าว

นักข่าว

1. สภาพแวดล้อมในการทำงาน

สถานที่ทำงาน

นักข่าวจะมีสถานที่ทำงาน คือ สถานทีโทรทัศน์หรือสำนักข่าว มีลักษณะคล้ายออฟฟิศที่จะรวมคนทำงานข่าวในแขนงหน้าที่ต่างๆไว้  และมีการส่งต่องานที่นี่ แต่ในบางครั้งนักข่าวจะต้องออกไปทำข่าวนอกสถานที่เพื่อหาข้อเท็จจริงของข่าวนั้นๆ และต้องทันสถานการณ์ตลอดเวลา จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมในการทำงานอยู่เสมอเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ในบางครั้งนักข่าวอาจจะต้องออกไปรายงานข่าวขณะเกิดสงคราม  ภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์ที่เสี่ยงอันตรายต่างๆ ซึ่งนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ทำงานของนักข่าวที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

สภาพการทำงาน

การรายงานข่าวในปัจจุบันต้องดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีผลัดของเวลาการทำงาน เพราะอาจได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว ผู้สื่อข่าว หรือนักข่าวต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ทันตามกำหนดเวลาของการปิดข่าวหรือส่งต้นฉบับข่าว เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการในความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการที่ต้องตรวจ ความถูกต้องของเนื้อหาข่าวก่อนการส่งเพื่อการแพร่ภาพ และกระจายเสียงหรือออกอากาศ ทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวี และทางสื่ออินเตอร์เน็ต ดังนั้น สภาพการทำงานจึง มีความกดดันสูง ข่าวสารที่เสนอจะต้องมีความถูกต้องแม่นยำในเนื้อหาของข่าวที่นำเสนอและต้องเจาะลึกเพื่อให้ได้ข่าวที่แท้จริง  สังคมนักข่าวค่อนข้างมีความเป็นพี่เป็นน้อง ถึงแม้จะอยู่คนละสถานีกันก็ตาม เวลาได้ไปทำข่าวที่ต้องเจอกับนักข่าวหลายๆสถานีก็จะมีการแชร์ข้อมูลข่าวกัน คอยดูแลกันว่าขาดเหลืออะไรตรงไหน  เป็นการที่งานเพื่อช่วยกันพัฒนาวงการสื่อมวลชนไปด้วยกัน

ประเภทของลูกค้า

ลูกค้าของนักข่าวคือ ผู้ชมที่ต้องการรับข่าวสารและสถานการณ์ปัจจุบัน เรียกได้ว่าทั่วประเทศหรือจะเรียกว่าทั่วโลกก็ได้ เพราะฉะนั้นการนำเสนอข่าวควรจะต้องมีข้อเท็จจริง หรือมาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน หากข้อมูลของข่าวมีความบิดเบือนไปก็จะทำให้สำนักข่าวไม่น่าเชื่อถือ และผู้ชมก็จะไม่เลือกชมหรือรับข่าวสารจากสำนักข่าวของเราอีก  เพราะฉะนั้นการลงพื้นที่เพื่อหาข้อเท็จจริงของข่าวจึงมีความสำคัญในการทำงานมาก  ผู้สื่อข่าวค่อนข้างมีอิสระในการทำงานสูงมีเงื่อนไขที่ต้องรับผิดชอบสูงในผลงานที่ต้องทำให้เสร็จตามกำหนดส่ง เนื่องจากสื่อมวลชน มีอิทธิพลในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค สามารถโน้มน้าวและชี้นำหรือชักจูงผู้รับข่าวสาร หรือสาธารณชนได้ ผู้สื่อข่าวจึงควรคำนึงถึงบทบาทในการรับผิดชอบต่อสังคมเช่นเดียวกับสื่อมวลชน และทุกวันนี้ทั้งผู้ส่งข่าวสารและผู้รับข่าวสารได้ตระหนักถึงอิทธิพลเหล่านี้เช่นกัน จึงได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นมาตรวจข้อมูลข่าวสารทั้งจากทางธุรกิจและเนื้อหาสาระที่นำเสนอ อย่างเช่น สมาคมคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สมาพันธ์ ผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย ฯลฯ

อาชีพนี้ต้องทำงานร่วมกับอาชีพ/ตำแหน่งงานใดบ้าง

  1. ช่างภาพ โดยหลักๆแล้ว นักข่าวหรือผู้สื่อข่าวต้องทำงานร่วมกับช่างภาพเป็นหลัก ในหลายๆครั้งที่นักข่าวจะต้องออกไปตามติดสถานการณ์ข่าวนอกสถานที่ และตำแหน่งที่ต้องไปด้วยเสมอนั้นก็คือ ช่างภาพ ที่จะต้องคอยเก็บภาพสถานการณ์เหล่านั้นเพื่อแผร่ภาพออกอากาศให้ผู้ชมที่ติดตามสถานการณ์ได้เห็นภาพเหล่านั้นสดๆ และเป็นภาพจริงตามเนื้อข่าว     
  2. ผู้มีความรู้หรือแหล่งข่าวที่จะสามารถทราบถึงข้อเท็จจริงของข่าวนั้นๆได้  ผู้สื่อข่าวที่ดีนอกเหนือจากปฏิบัติตนเป็นที่น่าเชื่อถือในทางวิชาชีพแล้ว ยังต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่คือ มีการเตรียมตัวหาข้อมูลของแหล่งข่าวที่จะไปสัมภาษณ์ หรือเรียกกันว่าทำการบ้านล่วงหน้า โดยปรึกษา ผู้มีความรู้ อย่างเช่น บรรณาธิการ นักวิชาการ การค้นคว้า อีกทั้งต้องเป็นผู้ที่สนใจ หาความรู้มากกว่าสายงาน ที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ครอบคลุมทุกประเด็นในการนำเสนอข่าว ผู้สื่อข่าวอาจจะต้องนัดหมายสัมภาษณ์ผู้ที่เห็นเหตุการณ์หรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ผู้สื่อข่าวอาจจะต้องระมัดระวัง และมีความรอบคอบในการทำงาน พราะในบางครั้งอาจจะเสี่ยงอันตรายจากอิทธิพลจาก ตัวบุคคลหรือในท้องที่ทุรกันดารบางแห่งอาจจะไม่มีความปลอดภัย เช่น การทำข่าวเกี่ยวกับสงครามหรือเรื่องที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง 
  3. ทีมงาน การทำงานของนักข่าวต้องทำงานเป็นทีมโดยมีทีมงานที่คอยช่วยตรวจสอบหาข้อมูลของข่าว มีโปรดิวเซอร์ที่ควบคุมวิธีการนำเสนอข่าวที่ออกมา คัดกรองเรื่องราวของข่าวให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงมากที่สุด ทุกกระบวนการก่อนที่จะออกมาเป็นข่าวให้ผู้บริโภคต้องผ่านการตรวจสอบ และการร่วมงานกันของทีมงานเพราะการทำงานข่าวนั้นเป็นงานที่ต้องแข่งกับเวลาต้องนำเสนอข่าวอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ การร่วมงานกันของทุกฝ่ายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

2. คุณลักษณะของงาน

เป้าหมายของงาน/โจทย์ใหญ่ของงาน/ความท้าทายของงาน

จรรญาบรรณของสื่อคือ จะต้องทำหน้าที่รายงานข่าวตามข้อเท็จจริง   เราจะพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นให้ตรงกับความจริงมากที่สุด พยายามสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และต้องคำนึงถึงประโยชน์ของสาธารณะเป็นสำคัญ จะทำให้การทำงานของเรามีความแตกต่าง โดยเราต้องปราศจากอคติและความรู้สึกส่วนตัวของนักข่าว ข่าวที่นำเสนอจะต้องเสนอเฉพาะข้อเท็จจริง มีความเที่ยงธรรม สมดุล ในกรณีที่เกิดการขัดแย้งเกิดขึ้น ต้องให้โอกาสในการชี้แจง และแสดงข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย ไม่ว่านักข่าวจะเห็นพ้องกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้เพื่อความเป็นกระจกเงาสะท้อนภาพสังคมที่ชัดเจน เที่ยงตรง ไม่บิดเบี้ยว

Work process

ผู้สื่อข่าวหรือนักข่าวที่สังกัดอยู่กับสื่อมวลชนใดก็ตามต้องปฏิบัติหน้าที่หลักอย่างเดียวกัน คือ 

  1. เสาะแสวงหาข่าว เจาะข่าว และทำข่าวด้วยวิธีการสัมภาษณ์ สอบถาม เข้าร่วมฟังในที่ประชุมแถลงข่าว การสัมมนา ติดตามเหตุการณ์  คดีต่างๆ หรือปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ทำข่าว หรือสารคดี เฉพาะเรื่อง จดบันทึกข้อเท็จจริงจากการสังเกต         
  2. การสัมภาษณ์ การสอบถาม การถ่ายภาพ การบันทึกเทปเสียง เทปโทรทัศน์ วิดีโอเทป เขียนข่าวตามรูปแบบของการเสนอข่าวที่ถูกต้องชัดเจน โปร่งใส และมี รายละเอียดตามความเหมาะสมสำหรับเรื่องหรือเหตุการณ์ที่เป็นข่าว 
  3. ส่งข่าวให้กับสำนักข่าว เพื่อพิจารณาก่อนเผยแพร่โดยการออกอากาศตามวัตถุประสงค์ ของการเสนอข่าวแก่ สาธารณชน 
  4. การรายงานข่าวอาจรายงานสดตรงมา หรือสถานที่ที่เป็นข่าว เช่น ผลของการเลือกตั้ง สงครามใน พื้นที่จริงที่อยู่ในที่ห่างไกลในประเทศ ต่างประเทศ มุมใดมุมหนึ่งของโลก โดยผ่านอุปกรณ์การสื่อสาร เช่น โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร เครื่องโทรสาร และอินเตอร์เน็ต เป็นต้น ผู้สื่อข่าวที่เชี่ยวชาญหรือได้รับมอบหมายให้ทำข่าวด้านใดด้านหนึ่งอาจได้รับการเรียกชื่อหรือว่าจ้างตามสายงานที่ปฏิบัติ เช่น ผู้สื่อข่าวสายการเมือง ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ ผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อม ผู้สื่อข่าวสารอาชญากรรม หรืออาจได้รับการเรียกตามสถานที่ที่ไปทำข่าวเป็นประจำ ได้แก่ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงก็ได้ ผู้สื่อข่าวจะต้องรับผิดชอบในการทำข่าวให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ชิ้นงาน แต่ถ้าเป็นข่าวที่ต้องวิเคราะห์เจาะลึกอาจต้องใช้เวลา 3 – 4 วันในการทำข่าว

Career path/ความก้าวหน้าของสายอาชีพ

ผู้ปฏิบัติงานในอาชีพผู้สื่อข่าว เมื่อชำนาญในการหาข่าว สร้างแหล่งข่าว และพัฒนาการทำข่าวจนเป็นที่น่าเชื่อถือของสำนักข่าว ประมาณ 1 – 2 ปี ก็จะได้รับการ เลื่อนตำแหน่ง หรือมีโอกาสไปศึกษาหรือดูงานสัมมนาร่วมกับสื่อมวลชนจากต่างประเทศ หรือได้รับทุนให้ไปศึกษาต่อจากเจ้าขององค์กรสื่อนั้นๆ และเมื่อมีอายุการทำงานมากขึ้นก็จะได้ทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือสามารถเลือกทำงานกับสื่อแขนงอื่นๆได้ ตามความสามารถและความต้องการ และความมั่นคงของงาน ขึ้นอยู่กับความสามารถและการพัฒนาตนเองของผู้สื่อข่าว

บุคลิก นิสัยของคนที่เหมาะจะทำอาชีพนี้

  1. ควรมีความสนใจความเคลื่อนไหวของข่าวสารทั่วโลก เป็นนักสังเกตการณ์ที่สามารถเข้าใจสถานการณ์นั้นๆ และสามารถสื่อสารรายงานข้อมูลข่าวสารได้ถูกต้องและเแม่นยำ 
  2. ต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมีความอดทน ระมัดระวังและรอบคอบ สุขุม 
  3. ทำงานเป็นทีมได้พร้อมปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ ขณะปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี มีความรับผิดชอบสูงต่อทั้งแหล่งข่าว และต่อวิชาชีพ 
  4. สามารถทำงานให้ลุล่วงตามหน้าที่รับผิดชอบให้ทันตามกำหนดเวลา ซึ่งอาจต้องใช้เวลามากกว่าบุคลากรในอาชีพอื่น ๆ 
  5. มีความกล้าในการปฏิบัติการ หรือการนำเสนอข่าว ที่บางครั้งอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต 
  6. สามารถถ่ายภาพและใช้อุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารได้ทุกชนิด 
  7. มีความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างถ่องแท้ 

3. คุณค่าและผลตอบแทน

ผลตอบแทน

ผู้สื่อข่าวที่ทำงานในองค์กรสื่อสารมวลชนของรัฐบาลจะได้รับค่าจ้างอัตราตามวุฒิการศึกษา ส่วนองค์กรสื่อมวลชนภาคเอกชน ค่าตอบแทน สวัสดิการสูง เนื่องจากมีชั่วโมงทำงานที่ยาวนานกว่าผู้สื่อข่าวในหน่วยงานของรัฐ

ผู้สื่อข่าวสื่อมวลชนในสื่อของเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนขั้นต่ำประมาณ 15,000 บาท ไม่รวมค่ายานพาหนะประจำเดือนเดือนละประมาณ 2,000 – 4,000 บาท เพราะมีความคล่องตัวในการทำงานมากกว่าผู้สื่อข่าวขององค์กรสื่อสารมวลชนในความดูแลของรัฐ สามารถเบิกค่าเลี้ยงรับรอง ค่าใช้จ่ายในการหาซื้อและค้นคว้าหาข้อมูล โดยจะพิจารณาเพิ่มเงินเดือนขึ้นไปเรื่อยๆตามความสามารถและประสบการณ์ หากเป็นทั้งนักข่าว และผู้ประกาศข่าวด้วยก็จะได้เงินพิเศษจากการอ่านข่าวนั้นเป็นรายเทป นอกเหนือจากสวัสดิการที่ได้รับตามหลักเกณฑ์ที่แต่ละองค์กรกำหนด  นักข่าวอิสระจะต้องมีประสบการณ์และคอนเนคชั่นมากอย่างน้อย 3 ปี และจะได้ค่าตอบแทนการเขียนข่าวเรื่องละประมาณ 2,000 ถึง10,000 บาท ตามความสำคัญและความยากง่ายของข่าว ระยะเวลาทำงานของผู้สื่อข่าวไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และความจำเป็นที่ต้องหาข่าว จึงอาจกล่าวได้ว่าผู้สื่อข่าวต้องทำงาน 24 ชั่วโมง เงินอาจจะไม่ได้เยอะจนสามารถกอบโกยได้ แต่ก็สามารถเลี้ยงตัวและมีความมั่นคงในการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี แต่อาชีพนักข่าวนั้นเป็นอาชีพที่มีคุณค่าทางใจ เรารู้สึกดีตอนที่ข่าวของเราได้ทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้าง

คุณค่าของอาชีพนี้ต่อคนรอบข้างและสังคม 

การนำเสนอข่าวนอกเหนือจากจะรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้คนในสังคมได้รู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันตัวจากภัยแล้ว ยังเป็นสื่อกลางที่จะช่วยพัฒนาสังคมไปในทางที่ดีได้ เพราะสื่อเป็นสิ่งที่สามารถชักจูงผู้คนในสังคมให้ได้รับข้อมูลในทางที่ถูกต้องและดีงาม  ในบางครั้งสามารถกระตุ้นเตือนให้หยุดคิด และระลึกเหตุการณ์ความรุนแรง หรือให้กำลังใจต่อความสูญเสียต่างๆ หลายต่อหลายครั้งที่สื่อนั้นสามารถทำให้ครอบครัวพบกับผู้ที่สูญหาย หรือช่วยให้ผู้ที่ด้อยโอกาสทางสัมคมมีที่ยืนและมีคุณค่าเท่ากับคนอื่นๆ สื่อถือว่าเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญมากในสังคมที่ขาดไปไม่ได้ แต่สังคมจะดีได้ก็ต่อเมื่อสื่อมีจรรยาบรรณที่ดีในการทำงาน

4. ทักษะ ความรู้ ความสามารถ

  • ทักษะในการ พูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษาไทยให้ชัดเจน รวมถึงภาษาอื่นๆก็มีความสำคัญมากในปัจจุบัน
  • ต้องมีบุคลิกภาพที่ดี เพราะเราต้องเป็นคนนำเสนอข่าว เป็นเหมือนกับตัวแทนในการส่งสารจึงต้องมีเสน่ห์น่ามองและมีความน่าเชื่อถือในเวลาเดียวกัน  
  • มีทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หากเกิดปัญหาหน้ากล้องในขณะที่กำลังถ่ายทอดสด เราควรมีวิธีจัดการที่รวดเร็วและดีที่สุด  
  • สามารถทำงานเป็นทีมได้ เพราะอาชีพผู้ประกาศข่าว และ นักข่าวต้องมีการส่งต่อและรับงานจากทีมเสมอ
  • สามารถทำสกู๊ปข่าวได้ เรียบเรียงข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ข่าวที่ถูกต้องมากที่สุด  
  • มีความสนใจในเรื่องราวรอบตัว และสถานการณ์ปัจจุบัน

5. เครื่องมือที่ใช้ในอาชีพนั้น

สมุดบันทึก ไมค์ และ อุปกรณ์บันทึกภาพ ในปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถทำให้อาชีพนักข่าวสะดวกขึ้น เพราะหลายๆคนมีสมาร์ทโฟนที่สามารถบันทึกได้ทั้งภาพและเสียงเพราะในบางครั้งเราไม่รู้ว่าจะเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นเมื่อไร ก็สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์จริงนั้นและนำเสนอข่าวได้ในทันที ต่างกับในสมัยก่อนที่ต้องพกกล้องและไมค์ หรือ เครื่องบันทึกเสียงซึ่งมีขนาดใหญ่และหนัก

 

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ในปี พ.ศ. 2557