ภูมิสถาปนิก

ภูมิสถาปนิก

เนื่องจากงานภูมิสถาปัตยกรรม มันมีหลากหลายมาก เป้าหมายมันก็จะต่างกันตั้งแต่สวนบ้าน สวนหย่อมโรงแรม จนไปถึงอุทยานแห่งชาติ ขึ้นอยู่กับงานแต่ละงาน แต่หน้าที่หลักๆ ก็คือ การออกแบบพื้นที่ภายนอกอาคารทั้งหมด

และงานภูมิสถาปนิกมันไม่เหมือนกับงานของสถาปนิกทั่วไปที่จะทำงานกับ อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็ก กระจก แต่ว่างานภูมิสถาปนิก วัสดุหลักของเราไม่ใช่มีแค่สิ่งไม่มีชีวิตแต่อีกครึ่งหนึ่งเป็นสิ่งมีชีวิต คือ พืช พันธุ์ไม้ต่างๆ ซึ่งมันก็จะมีผลกับสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นด้วย เช่น นก หนู แมลง กระรอก ที่มันจะอยู่ในสวน

งานของภูมิสถาปนิกจะคล้ายกับสถาปนิก ถ้างานสวนสาธารณะภูมิสถาปนิกก็จะเป็นผู้นำเลย ได้ข้อมูลมา ไปศึกษาสถานที่ ศึกษาความต้องการ คุยกับเจ้าของ คุยกับชุมชนให้ได้ความต้องการของพวกเขา แล้วเราก็เอาตรงนั้นมาวิเคราะห์ และก็ออกแบบ หลักจากออกแบบแล้วก็เขียนแบบก่อสร้าง ส่งผู้รับเหมา คุมงานให้เป็นไปตามแบบ

แต่ถ้าโครงการประเภทที่มันต้องมีสถาปัตยกรรม เช่น โรงแรม คอนโด บ้าน ออฟฟิศ ส่วนใหญ่สถาปนิกก็จะเริ่มแบบมาก่อน เค้าจะออกแบบมาก่อนว่าพื้นที่เท่านี้ กฎหมายอนุญาตเท่านี้ทำอย่างไร หลังจากสถาปนิกส่งแบบมา เราก็จะเอามาวิเคราะห์อีกที ว่ามันเวิร์คหรือไม่เวิร์คในมุมมองของภูมิสถาปนิก ค่าโครงการเวิร์คไหม อันตรายหรือเปล่า ทางเข้าอยู่ใกล้แยกอย่างไร ถังขยะอยู่ตรงไหน ศาลพระภูมิอยู่ตรงไหน ก็จะประมาณนี้ คือทำให้โครงการมันสมบูรณ์ขึ้น เพราะสถาปนิกเค้าจะเน้นให้ความสำคัญกับตัวโครงสร้างเพราะเวลามันน้อย แต่ของเราจะเน้นว่าก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปมันต้องเวิร์ค หรือมองจากในประตูออกมามันต้องเวิร์ค ไม่ใช่มองออกมาแล้วเจอถังขยะอยู่หน้าล็อบบี้

ทีนี้พอเราวิเคราะห์ออกมาแล้วก่อนที่จะออกแบบเราก็อาจจะคุยกับสถาปนิกก่อน ว่าตรงนี้ผมมองว่าเป็นอย่างนี้ ตึกพี่ตรงนี้เจ๋งมากเลย แต่ว่าตรงนี้มันไม่โอเคนะ ทำอย่างนี้ได้ไหม หรือว่าทำอย่างนี้มันดีขึ้นนะ น่าสนใจนะ ล็อบบี้ออกมาแบบนี้จะเก๋กว่านะ ก็คุยกับสถาปนิก คุยกับเจ้าของว่าเค้าตกลงไหม แล้วก็มาออกแบบ สถาปนิกก็จะไปแก้แบบ พอเราออกแบบเสร็จ เราก็ไปพรีเซนต์ให้ลูกค้าดู

 

เนื่องจากว่าเป็นงานที่ต้องทำเป็นทีม ดังนั้นตั้งแต่ สถาปนิก, วิศวกรบริหารโครงการ, วิศวกรโครงสร้าง, วิศวกรไฟฟ้า,  lighting designer, มัณฑนากร เราก็จะต้องเกี่ยวกันหมด

หลักๆก็จะอยู่ในบริษัทเอกชน บริษัทออกแบบภูมิสถาปนิกอย่างเดียว แล้วก็จะมีแผนกภูมิสถาปนิกที่อยู่ในบริษัทสถาปนิกก็มี และแผนกภูมิสถาปนิกที่อยู่ในบริษัทลูกค้า เช่น บริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เป็นต้น ก็มี ซึ่งการทำงานก็จะต่างกัน เช่น แผนกออกแบบในบริษัทภูมิสถาปนิกหรือบริษัทสถาปนิกเราก็ทำหน้าที่ออกแบบ ภูมิสถาปนิกที่อยู่ในบริษัทของลูกค้า ทำหน้าที่ตรวจแบบและประสานงาน ภูมิสถาปนิกในบริษัทรับเหมาก่อสร้างก็จะทำหน้าที่สร้างแบบให้มันเกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ก็มีหน่วยงานราชการ กรมผังเมือง กรมป่าไม้ มันก็จะมีภูมิสถาปนิกเข้าไปทำงานด้วยบ้าง แต่ว่าหลักๆก็จะอยู่ในองค์กรเอกชน หรืออาจจะอยู่ในมหาวิทยาลัยทำงานเป็นอาจารย์ก็มี

หรือในปจจุบันก็มีภูมิสถาปนิกบางส่วนที่ทำงานแบบฟรีแลนซ์

เวลาการทำงานของอาชีพนี้บางทีมันแน่นอนไม่ได้เหมือนอาชีพอื่นๆ ที่ทำเก้าโมงเลิกหกโมงแบบนั้น เนื่องจากว่าลักษณะงานมีความยืดหยุ่นสูงเพราะมันเกี่ยวข้องกับศิลปะมันก็จะมีเรื่องสุนทรียภาพความพอเหมาะพอควรมันก็ไม่สามารถที่จะตัดสินได้ด้วยการติ๊กถูกหรือใช้ไม้บรรทัด มันก็จะมีความเป็นศิลปินในการที่คุณก็ต้องคิดบางอย่างซึ่งบางทีก็ต้องใช้เวลามากกว่า office hour อันนั้นก็ประเด็นที่หนึ่งประเด็นที่สองก็คือว่าเนื่องจากว่าบางทีมันต้องประมวลข้อมูลเพื่อที่จะได้ออกมาเป็นชิ้นงาน มันใช้เวลาค่อนข้างเยอะในการที่แต่ละชิ้นงานจะคิดออกมาได้

แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำงานล่วงเวลาเสมอไปขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของตัวเราเองเหมือนกัน

 

ความรู้พื้นฐานที่คนในอาชีพนี้ต้องมี ก็คือ ความรู้เรื่องออกแบบ พื้นฐานการออกแบบ เขียนแบบ ความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์ autoCAD หรือ 3D model หรือโปรแกรมอื่นๆและก็การสเก็ตซ์มือ เพราะบางทีในที่ประชุมเวลาเราคุยกัน เราไม่มีเวลามาทำ 3D model บางทีลูกค้ามีเวลาว่างแค่ 3 นาที ทำอย่างไรให้คุณได้คำว่า “yes” จากเค้าให้ได้ มันต้องมีลูกเล่นในการสเก็ตซ์ในห้องประชุมด้วย ที่เหลือก็เป็นทักษะ เช่น การสื่อสาร, การบริหารจัดการโครงการ

 

งานของภูมิสถาปนิกเป็นเหมือนตัวกลางเชื่อมระหว่างสถาปัตยกรรมและธรรมชาติ  เหมือนเชื่อมคนกับแผ่นดิน กับสภาพแวดล้อมเข้าด้วยกัน ผลตอบแทนที่มอบให้กับสังคมก็คือ ต้นไม้ สภาพแวดล้อม และสิ่งที่ต้นไม้หรือธรรมชาติบริเวณนั้นส่งผลต่อรอบข้าง เช่น อากาศ เป็นต้น

สิ่งที่ต้องแลกมากับอาชีพนี้เนื่องจากว่าเป็นอาชีพที่ทำงานหนัก ดังนั้นสิ่งที่ต้องแลกมาก็คือ เวลาของชีวิต เพราะเราต้องลงเวลาไปเพื่อให้งานแต่ละงานออกมาให้ดีที่สุด

 

เส้นทางการเติบโตของภูมิสถาปนิกตามสายงานก็จบมาเข้าออฟฟิศทำงานเป็นซีเนียร์ เป็นหัวหน้าทีม เป็นพาร์ทเนอร์ เป็นแอดโซซิเอด จนโตถึงเป็นซีอีโอเปิดบริษัทของตัวเอง หรือจบออกมาเราก็เป็นฟรีแล้นซ์เป็นนายของตัวเองจนทำงานคนเดียวไม่ไหวเปิดบริษัทเล็ก ๆ แล้วก็ทำพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนเป็นบริษัทใหญ่

ถ้าแตกออกไปเลยอย่างเช่น เป็น Project Design Project Development คือ คนที่อยู่ในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ๆ ที่คอยตรวจภูมิสถาปนิกอื่นๆ ซึ่งเขาจะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์เรื่องการจัดการ เรื่องการมองแบบ หรือเป็นผู้รับเหมาต้นไม้ก็คือคนที่เอาต้นไม้มาลง คนพวกเนี่ยจะได้เปรียบคนสวนทั่วไปก็คือเขาอ่านแบบออกเขาสามารถคำนวณได้เลยว่าต้นไม้ใช้กี่ต้น

 

เบื้องต้นก็ดูพวก art4d ก่อนก็ได้ หรือ art ready มันก็มันทำให้เราเห็นเทรนด์ว่าเขาทำอะไรกันอยู่ หรือไม่ก็ลองเข้าไปตามพวกสมาคมภูมิสถาปนิก สมาคมสถาปนิกบางทีเขาก็จะมีสัมมนาเกี่ยวกับวิชาชีพก็ลงทะเบียนก็เข้าไปฟังได้

นอกจากนี้ก็มีแหล่งข้อมูลเยอะแยะ ปัจจุบันใครสร้างงานเสร็จปุ๊บก็โพสต์ลงเว็บไซต์ ทั่วโลกก็เห็นแล้ว สมัยนี้มันเร็วมาก อินเทอเน็ตจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และก็ไปดูสถานที่จริง เราต้องทำการบ้านเอง เราต้องศึกษาว่าภูมิสถาปนิก เค้าทำอะไรกัน มันมีโปรเจคไหนน่าสนใจก็ไปดู ในเมืองไทยก็ได้ หรือใครมีโอกาสไปเมืองนอกก็ไปดูสถานที่จริง

 

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ พี่ต้นแบบอาชีพ ในกิจกรรม “OPENWORLD” ปี พ.ศ.2559