Makeup Artist

Makeup Artist

1. สภาพแวดล้อมในการทำงาน

สถานที่ทำงาน

makeup artist  ส่วนมากจะเป็นงาน Free lance ทื่เปลี่ยนสถานที่ทำงานไปเรื่อยๆ แล้วแต่การว่าจ้างของลูกค้า จะมีทั้งในและนอกสถานที่ ซี่งงานของ makeup artist  มีหลายสายมาก ทั้ง Event งานแฟชั่นโชว์ งานถ่ายนิตยสาร โฆษณา ภาพยนตร์ ละคร รายการโทรทัศน์  ไปจนถึง  แต่งหน้าเจ้าสาว งานรับปริญญา  ฯลฯ ซึ่งสายต่างๆนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ บางคนอาจจะสามารถรับงานได้หลากหลาย หรือบางคนอาจจะมีผลงานโดดเด่นในสายนั้นๆหรือมีความถนัดเฉพาะกับสายนั้นๆ ซึ่งสถานที่ในการทำงานก็จะเปลี่ยนไปตามรูปแบบของงาน  

สภาพการทำงาน

เนื่องจากงานแต่งหน้ามีหลากหลายรูปแบบ ทำให้การทำงานมีความแตกต่างกันไปด้วย งานแต่งหน้าบางสายงานอาจจะได้อยู่ในพื้นที่ที่จัดให้ เช่น งานแฟชั่นโชว์ หรือ งานแต่งงาน ที่จะมีห้องทำงานสำหรับ makeup artist  โดยเฉพาะ   แต่ในบางสายงานอาจจะต้องไปต่างจังหวัดหรือออกนอกสถานที่ เช่น การแต่งหน้าให้กับภาพยนตร์ โฆษณา รายการโทรทัศน์ ทำให้พบปัญหาเรื่องสถานที่ไม่เอื้ออำนวยในการทำงาน หรือแม้แต่ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน เราจึงต้องหาวิธีแก้ไขปัญหานั้นให้ทันเวลา มีการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆเสมอ และงานแต่งหน้าเป็นงานที่จบในหนึ่งวัน มีเรื่องของเวลาเป็นตัวกำหนดการทำงาน จึงต้องทำงานได้เร็วและออกมาดีด้วย

ประเภทของลูกค้า

ด้วยความหลากหลายของงาน  ทำให้เจอกันลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเรื่องของการทำงาน การคุยงาน ไปจนถึงความต้องการของลูกค้า เช่น ในงานแฟชั่นโชว์ หรือ การถ่ายนิตยสารแฟชั่น  Make up artist มีบทบาทที่สำคัญที่จะทำให้งานมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ในบางครั้งต้องการความโดดเด่น และแปลกใหม่ ซึ่งต่างจาก Make up artist ในภาพยนตร์ หรือโฆษณา ที่จะเน้นที่ความสมจริง ดูเป็นธรรมชาติ หรือแม้แต่ งานแต่งหน้าเจ้าสาว หรือ งานรับปริญญา กลุ่มของลูกค้าก็จะเข้าถึงง่ายมากขึ้น เพราะเป็นการทำงานตัวต่อตัว ไม่มีการส่งต่องานเหมือนกับงานในสาย Production และเนื่องจาก เป็นงาน Free lance ลูกค้าก็จะมาจากการบอกต่อกัน  เพราะฉะนั้นในการทำงานแต่ละครั้งจึงมีความสำคัญ นอกจากผลงานที่ออกมาดีตรงกับ Concept ของงานแล้ว ยังรวมไปถึงการมีวิธีการทำงานที่ทำให้ลูกค้าประทับใจและต้องการเรียกใช้งานต่อในครั้งต่อๆไปอีกด้วย

อาชีพนี้ต้องทำงานร่วมกับอาชีพ/ตำแหน่งงานใดบ้าง

อาชีพ Make up artis  นั้นเป็นงานที่ไม่สามารถทำได้คนเดียว จะต้องมีการร่วมงานกับคนอื่นๆเสมอ โดยจะแบ่งออกเป็น 

  1. นายแบบ นางแบบ  เป็นคนที่ Make up artis ต้องทำงานด้วยโดยตรง ต้องใช้ความรู้ความสามารถในการแต่งหน้าให้ตรงตาม Concept  ของงานนั้นๆ โดยความยากง่ายของงานก็ขึ้นอยู่กับ นายแบบ นางแบบ ด้วยเช่นกัน อาจมีเรื่องการปรับรูปหน้า การปกปิดสภาพผิว การแต่งให้เกินจริง หรือในบางครั้งนายแบบ นางแบบ มีลุคที่ไม่เข้ากับงาน ก็ต้องหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้งานออกมาใกล้เคียงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด 
  2. ผู้ว่าจ้างหรือลูกค้า จะแล้วแต่สายงานว่าลูกค้าจะเป็นใคร หากเป็นงานรับปริญญา งานแต่งงาน หรือ การแต่งหน้าเพื่อออกงานสังคมต่างๆ ที่ลูกค้าเป็นผู้รับบริการเอง จะเป็นกรณีเดียวกับ นายแบบ นางแบบ คือต้องมีการปรับรูปหน้า หรือแก้ไขปัญหาบนใบหน้าต่างๆ ให้ออกมาสวยและดีที่สุด แต่ต่างกันตรงที่ต้องสร้างความประทับใจกับลูกค้าไปด้วยในเวลาเดียวกัน มีเรื่องของอัธยาศัยและการให้บริการเข้ามาเกี่ยวข้อง      แต่หากเป็นผู้ว่าจ้าง หรือ ลูกค้า เป็น ผู้กำกับ  โปรดิวเซอร์  ดีไซเนอร์ หรือ บุคคลที่เป็นคนควบคุมงานโดยรวม ก็จำเป็นต้องมีการประชุมงาน หรือแจกแจงรายละเอียดงาน เพื่อให้เข้าใจถึง Concept ของงานในครั้งนั้นในกรณีที่เป็นงานที่ต้องอาศัยฝีมือในการแต่งหน้าหรือเน้นที่การแต่งหน้า แต่หากเป็นในกรณีที่เป็นการแต่งหน้าแบบธรรมชาติทั่วไป หรือเป็น Concept แบบชีวิตประจำวันก็อาจไม่มีการประชุมงาน อาจมาเจอกันที่หน้างานเลย 
  3. เพื่อนร่วมงาน จะเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความสวยความงามเช่นกัน คือ ช่างผมและสไตล์ลิส ทั้งสามหน้าที่ต้องคุยและมีความเข้าใจงานที่ตรงกันตาม Concept ของงานนั้น  แต่งหน้าแบบไหน ทำผมแบบไหน แต่งตัวแบบไหน ต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน กลมกลืนกัน ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม มี Reference ของงานเป็นตัวกลางเพื่อให้เห็นภาพที่ตรงกัน และแต่ละหน้าที่ก็จะต้องไปดีไซน์ใหม่ในรูปแบบของตัวเอง 

2. คุณลักษณะของงาน

เป้าหมายของงาน/โจทย์ใหญ่ของงาน/ความท้าทายของงาน

เป้าหมายของงาน makeup artist  คือ การทำให้งานออกมามีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด เพราะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงาม เป็นงานประณีตที่ต้องอาศัยฝีมือ สมาธิ ความชำนาญ และมีการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆเพื่อที่จะทำอย่างไรให้งานนั้นออกมาแตกต่างและโดดเด่น นอกเหนือจากนั้นยังต้องทำงานให้รวดเร็วตรงกับเวลาที่กำหนด เพราะเป็นงานที่ต้องทำทันทีและเสร็จในวันนั้น จึงต้องมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ตลดเวลา เป็นความท้าทายของงานที่ต้องทำให้ประณีต ให้ทันในเวลาที่รวดเร็ว

Work process

ขั้นตอนการทำงานของอาชีพ makeup artist

  1. หากเป็นงานที่มี Concept งานชัดเจน ต้องมีการประชุมงานกันเพื่อให้เห็นภาพรวมของงานที่ตรงกัน 
  2. นำ Concept จากการประชุมงานมาแตกย่อย ลงลึกถึงรายละเอียด จากโจทย์งานที่ได้รับมานั้น จะสร้างสรรค์งานออกมาในรูปแบบไหน 
  3. เมื่อได้รูปแบบของงานแล้ว ถึงขั้นตอนที่จะเตรียมอุปกรณ์เพื่อให้เหมาะกับงานชิ้นนั้น โดยส่วนมาก      makeup artist จะมีเครื่องสำอางและอุปกรณ์ในการแต่งหน้าอยู่แล้ว นอกเหนือจากว่างานนั้นต้องการเครื่องสำอางหรืออุปกรณ์เสริมอะไรเพิ่มเติม ก็จะต้องรีบจัดหามาเตรียมไว้
  4. ในบางครั้งถ้าเป็นงานที่ใหญ่และยาก makeup artist บางคนอาจจะลอง Test เครื่องสำอางและวิธีการแต่งหน้าก่อนการทำงานจริง เพื่อให้ได้รู้ถึงปัญหา และ วิธีการแก้ไข เพราะในการทำงานจริงนั้น มีเวลาในการแก้ไขงานไม่มาก หากรู้ถึงปัญหาก่อนก็จะทำให้การทำงานอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น 
  5. วันทำงานจริง  หลังจากที่เตรียมงานมาทั้งหมด วันทำงานจริงก็เป็นวันที่ makeup artist จะแสดงฝีมือการแต่งหน้าออกมาให้เห็นกัน ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาต่างๆก็ต้องมีวิธีการแก้ไขปัญหานั้นให้ทันถ่วงที งานจะเสร็จและจบในวันนั้นเพราะฉะนั้นในช่วงเวลาของการทำงานจริง ต้องตั้งใจมากเป็นพิเศษเพราะส่งผลถึงการทำงานในครั้งต่อไป

Career path/ความก้าวหน้าของสายอาชีพ

งาน  makeup artist  ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์ไอเดียและพัฒนางานให้ใหม่โดดเด่น และมีสไตล์  เรียกได้ว่าในปัจจุบันอายุการทำงานมีผลต่องานไม่มากแต่ขึ้นอยู่กับผลงานมากกว่า  หากเป็น  makeup artist  มานาน แต่ไม่มีการพัฒนางานหรือไม่มีผลงานใหม่ๆ ที่แตกต่างและโดดเด่น ก็จะได้ทำแต่งานซ้ำเดิม ต้องพยายามแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาให้คนอื่นเห็นอยู่เสมอเพราะ  makeup artist ในเมืองไทยมีมาก แต่คนที่มีผลงานโดดเด่นยังมีไม่มากต้องอาศัยจังหวะและเวลา          เนื่องจากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับคอนเน็คชั่นเมื่อผลงานโดดเด่นชัดเจนแล้วนั้นก็จะมีการส่งต่องานแบบปากต่อปาก งานที่ได้รับก็จะเป็นงานชิ้นใหญ่ขึ้น ได้แสดงฝีมือ และชัดเจนในเรื่องของสไตล์มากขึ้น เมื่อมีชื่อเสียงจนมีคนรู้จักมากแล้วก็จะมีงานต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ  และหากไม่หยุดพัฒนางานก็จะสามารถก้าวขึ้นเป็น makeup artist ระดับแถวหน้าได้ไม่ยากนัก

บุคลิก นิสัยของคนที่เหมาะจะทำอาชีพนี้

  1. มีความรับผิดชอบในการทำงาน  และมีความตรงต่อเวลา เรื่องเวลาเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะงาน makeup artist เป็นงานที่ต้องทำร่วมกับคนอื่นอย่างน้อยก็ 1 คน เพราะฉะนั้นหากเราเบี้ยวงานหรือไม่มีความรับผิดชอบในการทำงาน ก็จะส่งผลถึงคนอื่นๆ ไปจนถึงทำให้งานล่าช้าและเสียหายหลายๆอย่าง และนายจ้างหรือผู้ที่เราทำงานด้วยก็ต้องบอกต่อถึงพฤติกรรมการไม่มีความรับชอบของเรา ทำให้ส่งผลต่อการทำงานชิ้นอื่นๆของเราเช่นกัน 
  2. มีความซื่อสัตย์ต่อเพื่อนร่วมงาน และนายจ้าง ในบางครั้งงานแต่งหน้าเราอาจไม่รู้แน่ชัดว่างานนี้เป็นผลงานของใคร ทำให้มีการแอบอ้างผลงานเพื่อนำไปรับงานและนำไปเพิ่มค่าจ้าง เพราะฉะนั้นการมีความซื่อสัตย์ทั้งในเรื่องของผลงานและเรื่องของจำนวนเงินนั้นมีความสำคัญกับการทำงาน makeup artist 
  3. ความอ่อนน้อมถ่อมตนและกตัญญู   การทำงานในวงการนอกจากจะต้องมีฝีมือที่อยู่ในระดับมาตรฐานแล้ว ยังต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเพราะในวงการของ makeup artist มีรุ่นพี่มีประสบการณ์การทำงานมายาวนานและพร้อมที่จะสอนหรือส่งต่องานให้เราเสมอ และยังเป็นวงการที่สามารถเจอกันได้ง่าย และมีการบอกต่อถึงผลงานแบบปากต่อปาก การที่เรามีความอ่อนน้อมถ่อมตนก็จะทำให้สามารถอยู่ในวงการการทำงานได้ง่ายและยาวนานขึ้น   
  4. ชอบหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ เป็นคนนำแฟชั่น เพราะแฟชั่นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องหมั่นอัพเดทเทรนใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อพัฒนางานของเราให้ทันสมัย มีความแตกต่างและมีสไตล์เป็นของตัวเอง การหยุดอยู่กับที่เท่ากับการก้าวถอยหลัง เพราะมี makeup artist รุ่นใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา นอกเหนือจากเรื่องแฟชั่นแล้วเรื่องศิลปะก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องหมั่นศึกษาให้ลึกซึ้ง เพราะเป็นหัวใจของการทำงาน งานที่ทำออกมาในบางครั้งต้องการสื่อความหมายมากกว่าจะทำเพื่อความสวยงามเท่านั้น  มีเรื่องของหลักการและรายละเอียดต่างๆในผลงาน 
  5. มีความอดทน เพราะเป็นการทำงานกับคน มีเรื่องของมนุษยสัมพันธ์ทั้งกับลูกค้า และเพื่อนร่วมงาน และเนื่องจากเป็นงานที่ต้องมีความโดดเด่น อาจมีเรื่องของการแย่งชิงในเรื่องของผลงาน เราต้องมีความอดทนในการทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด และพัฒนาในแบบของตัวเอง อดทนที่จะทำทุกๆส่วนของการทำงานออกมาดี   และนอกเหนือจะต้องอดทนกับคนแล้ว ยังต้องอดทนกับสิ่งของอีกด้วย เพราะอุปกรณ์ของ makeup artist มีมากและหลากหลายแบ่งแยกออกเป็นหลายกระเป๋าใหญ่ๆ  บางทีต้องเตรียมอุปกรณ์มากมายเพื่อไปทำงานหรือแต่งหน้าให้กับลูกค้าเพียง 1 คน เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นเรื่องประจำวันของ makeup artist  จึงต้องมีความอดทนในเรื่องนี้ด้วย

3. คุณค่าและผลตอบแทน

ผลตอบแทน

ผลตอบแทนของ makeup artist ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงาน อีกทั้งชื่อเสียงและประสบการณ์ก็จะเป็นสิ่งที่กำหนดผลตอบแทนของเราได้เช่นกัน โดยหากเป็น makeup artist ฝึกหัดเริ่มต้นอาจจะอยู่ที่ 2,500 – 3,000 บาท ต่อหนึ่งงานซึ่งจะคิดเป็นการทำงาน 6 ชั่วโมง และหากเริ่มมีฝีมือ มีคนรู้จักบอกต่อถึงความสามารถของเรามากขึ้น ก็จะสามารถเพิ่มผลตอบแทนได้มากขึ้นตามลำดับ และหากก้าวขึ้นเป็น makeup artist แถวหน้าของวงการ แน่นอนว่าแต่ละงานที่ได้รับนั้นอาจมีผลตอบแทนถึงหลักแสนเลยทีเดียว การตั้งใจทำงานและพัฒนาฝีมือนั้น จึงเป็นสิ่งท่สำคัญมากในการทำงาน เพราะจะส่งผลที่ผลตอบแทนและงานในอนาคตเลยทีเดียว

คุณค่าของอาชีพนี้ต่อคนรอบข้างและสังคม 

การแต่งหน้านอกจากจะเพิ่มความมั่นใจ และเสริมสร้างบุคลิกภาพแล้ว ยังมีเรื่องของศิลปะมาเกี่ยวข้องเพราะอาชีพ makeup artist นั้นไม่ได้แต่งหน้าเพื่อความสวยงามเท่านั้นแต่ยังช่วยเพิ่มความหมายและคุณค่าของผลงานชิ้นนั้นอีกด้วย งานหลายๆงานต้องการการสื่อความหมายบางอย่างให้แก่ผู้ชมได้รับรู้ถึงผลงานในเชิงลึก ล้วนแล้วแต่ต้องการการแต่งเติมจากเครื่องสำอางค์เพื่อให้มีความลงตัว และสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่า makeup artist  นอกจากจะต้องมีฝีมือและความประณีตในการทำงานค่อนข้างสูงแล้ว ยังต้องเข้าใจศิลปะและการถ่ายทอดผลงานออกมาได้อย่างดีอีกด้วย

4. ทักษะ ความรู้ ความสามารถ

  1. ต้องมีความรู้ด้านการแต่งหน้าขั้นพื้นฐาน 
  2. สามารถคิดค้นเทคนิคใหม่ๆในการแต่งหน้าได้เสมอๆ  
  3. รู้จักอุปกรณ์และคุณสมบัติของเครื่องสำอางค์ในหลากหลายแบบ  
  4. มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความรู้ทางด้านศิลปะ 
  5. มีการพัฒนาและฝึกฝนฝีมือขึ้นไปเรื่อยๆ  
  6. สามารถทำงานได้หลากหลายแบบ

5. เครื่องมือที่ใช้ในอาชีพนั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเครื่องสำอางค์และอุปกรณ์ที่ใช้ในการแต่งหน้า ซึ่งจะแล้วแต่ช่างแต่ละคนว่าจะเลือกใช้อุปกรณ์แบบไหนในการทำงาน เพราะอุปกรณ์ทั้งหมดที่ใช้ในการทำงานนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องลงทุนเอง ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับการทำงานคือ ถ้าเราเลือกอุปกรณ์และเครื่องสำอางค์ที่ดีมีคุรภาพก็จะทำให้ผู้ว่าจ้างเชื่อถือและไว้ใจในการทำงาน รวมถึงงานที่ออกมาก็มีคุณภาพมากขึ้นด้วย แต่การใช้เครื่องสำอางค์ที่ดีนั้น จะต้องลงทุนสูงมีราคาแพงจึงต้องมีการเลือกซื้อที่ดีและเหมาะกับงาน

 

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ในปี พ.ศ. 2557