วิศวกรเสียงในสตูดิโอ

วิศวกรเสียงในสตูดิโอ

บทบาทหลักๆ ของอาชีพวิศวกรเสียงที่ทำงานอยู่ในสตูดิโอเสียง คือเป็นคนที่ทำให้เสียงดีขึ้น เพราะ Source หรือเสียงต่างๆที่ถูกอัดมาจะไม่ได้คุณภาพอย่างที่เราต้องการตั้งแต่แรก เราต้องเอาเสียงพวกนี้มาปรับปรุงให้มันดีขึ้น ให้อยู่ในรูปแบบเสียงที่เราต้องการ

 

ขั้นตอนการทำงานของอาชีพวิศวกรเสียงที่ทำงานในสตูดิโอจะเริ่มจากการรับเดโม่เพลงที่ศิลปินทำมาซึ่งเป็นเพลงในรูปแบบที่ยังไม่สมบูรณ์ (เสียงไม่ชัด ฯลฯ) มาศึกษา จากนั้นเราก็จะอัดเสียงจริงอีกครั้งที่ห้องสตูดิโอ (อัดเสียงแยกทีละเครื่องดนตรี) แล้ววิศวกรเสียงก็จะทำหน้าที่ปรับเสียงให้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการ เครื่องดนตรีชิ้นไหน หรือส่วนไหนของเพลงที่ผิดเพี้ยนเราก็ค่อยๆ ปรับจูนให้มันดีขึ้น โดยการปรับเสียงในขั้นตอนการอัดเสียงนี้ หน้าที่ของเราจะมีตั้งแต่อยู่ที่แผงควบคุมเสียงต่างๆ ไปจนถึงการคัดเลือกเครื่องดนตรีชิ้นที่เหมาะกับแนวเพลง การจัดวางไมโครโฟนให้ใกล้ ไกล ทำมุมแบบไหนกับเครื่องดนตรี ทั้งหมดนี้คือส่วนที่เราต้องดูแลเพื่อให้เสียงเพลงออกมาเป็นในแบบที่เราต้องการ

หลังจากที่อัดเสียงและปรับแก้เสร็จแล้ว วิศวกรเสียงก็จะนำไฟล์มาผสมกัน (ที่เราเรียกว่า Mix down) และปรับแก้ต่างๆ อีกนิดหน่อย เช่น ปรับ EQ (Equalizer) ฯลฯ พอลงตัวทั้งหมดแล้วเราก็ทำ Mastering ซึ่งเป็นการปรับระดับเสียงให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปฟังเป็นขั้นตอนสุดท้าย

 

หลักๆก็คือ ทำงานร่วมกับนักดนตรีทุกแขนงเลย บางทีทำงานร่วมกับอาชีพอื่นก็มี อย่างพวกภาพยนตร์ ละคร นักพากย์ ทำเสียงประกอบในหนังในละคร ประมาณนี้

 

สำหรับวิศวกรเสียงที่ทำงานในสตูดิโอ ที่แรกเลยคือสตูดิโอเสียง ซึ่งอาจจะเป็นสตูดิโอเสียงที่อยู่กับบริษัทดนตรี หรือ สตูดิโอเสียงที่เปิดให้เช่าใช้งานก็ได้ 

ส่วนถ้าเป็นวิศวกรเสียงในงาน Live Sound ก็จะอยู่ในที่อย่างคอนเสิร์ต งานอีเว้นท์ ผับ บาร์ อาจจะเรียกได้ว่าทุกที่ที่มีการเล่นดนตรีหรือใช้เสียง ต้องมี Sound Engineer อยู่ทั้งนั้น 

 

Sound Engineer จะทำงานไม่เป็นเวลา ตารางเวลาทำงานของอาชีพนี้จะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทและขึ้นอยู่กับสไตล์การทำงานของแต่ละคน บางที่ บางคน อาจจะทำงานเวลาปกติ เข้างาน 8 โมง ออกงาน 4-5 โมงเย็น หรือบางคนอาจจะเข้างานเที่ยงวัน แล้วนั่งทำงานถึงเที่ยงคืน หรือบางทีเวลาเลิกงานก็จะขึ้นอยู่กับชิ้นงานบางทีงานไม่เสร็จก็ทำงานต่อถึงตี 1 ตี 2

ยกเว้นในกรณีที่เราไปเช่าสตูดิโอเขาก็จะมีเวลากำหนดตายตัว คุณต้องเสร็จภายในเวลานี้ ในแต่ละที่ก็จะแตกต่างกันไป

 

พื้นฐานที่สมควรจะมีเลยคือความรู้เรื่องดนตรีเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องรู้ถึงขั้นทฤษฎีทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องเล่นดนตรีเก่ง แต่ต้องสามารถแยกแยะได้ว่า Character เสียงของแต่ละเครื่องดนตรีเป็นยังไง กลอง เบส กีต้าร์ เสียงร้อง เป็นยังไง 

อีกอย่างที่สำคัญมากเลยคือความรู้เรื่องอุปกรณ์ อุปกรณ์ที่เห็นในห้องนี้มีมากมายเลย แต่บางอย่างมันก็เป็นชนิดเดียวกัน ทำหน้าที่เดียวกัน เพียงแต่ว่าเป็นอีกยี่ห้อหรืออีกรุ่นนึง ซึ่งเสียงมันก็จะออกมาแตกต่างกันไป ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจในอุปกรณ์พวกนี้ เราไปเจออุปกรณ์ชิ้นไหนเราก็จะสามารถทำงานได้หมด เพราะว่ามันมีหน้าที่เดียวกัน แค่ฟังก์ชันบางอย่างที่อยู่สลับที่กันเท่านั้นเอง 

ความรู้ด้านภาษาอังกฤษก็ควรได้เล็กน้อย เพราะว่าทำงานพวกนี้ เราต้องเจอกับโปรแกรม ตัวหนังสือต่างๆก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษหมด และมันก็จะมีศัพท์เทคนิคของมันด้วย เราก็ต้องศึกษาศัพท์เทคนิคของมัน

 

อันดับแรกเลยทำให้เราเป็นคนที่มีสมาธิขึ้น เพราะการทำงานพวกนี้ค่อนข้างใช้เวลาที่ยาวนาน บางทีข้ามวันเลย 

อย่างที่สองอาชีพนี้ทำให้ฟังเพลงเป็น ไม่ใช่ฟังแค่ผ่านๆ หลายๆ คนจะแยกไม่ออกระหว่างการฟังจาก MP3 กับจาก CD ที่เป็น Wav. ไฟล์ดีๆ มันต่างกันยังไง ถ้าลองกลับไปฟังเพลงเดียวกันที่เป็น MP3 แล้วก็ที่เป็น CD จะเห็นความแตกต่าง 

อย่างที่สามก็คือ ทำให้เราเป็นคนช่างวิเคราะห์ เพราะต้องคิดต้องมองหาจุดที่เราจะปรับปรุง จะทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ 

ส่วนคุณค่าต่อสังคมของอาชีพนี้ ก็น่าจะเห็นได้จากว่าถ้าไม่มีอาชีพนี้ มันจะไม่มีเสียงดีๆ ให้คนฟัง ถ้าเราไปดูคอนเสิร์ต เสียงทุกอย่างก็จะฟังไม่รู้เรื่องเลย เสียงเพลงใน CD และ MP3 มันก็จะฟังไม่รู้เรื่องอีกเช่นกัน

สิ่งที่ต้องแลกมามันก็มีอยู่บ้างนะ เพราะจริงๆ แล้ว การประกอบอาชีพนี้ไม่ได้อิสระเลย อย่างแรกเป็นเพราะเวลาทำงานที่ไม่ได้ระบุชัดเจนบางทีงานไม่เสร็จต้องนั่งทำต่อไปเรื่อยๆ จนเกินเวลาครอบครัว เวลาคนรอบข้าง

ส่วนเรื่องสุขภาพ ก็ไม่ค่อยมีผลกระทบกับสุขภาพหูอย่างที่กังวลกัน เพราะในการทำงานมันจะมีระดับความดังที่ทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่จำเป็นต้องเปิดเพลงดัง คือเปิดให้เราสามารถได้ยินเครื่องดนตรีทุกอย่างชัด แต่ส่วนที่ทำให้เสียสุขภาพส่วนใหญ่จะเป็นการพักผ่อนไม่เป็นเวลาและสายตา ที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เยอะ อยู่ในห้องที่แสงมืด แต่จอสว่าง

ส่วนเรื่องผลตอบแทน อาชีพนี้ถ้าเป็นคนที่ค่อนข้างเก่งและตลาดในกลุ่มรู้จัก ก็น่าจะถือว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงได้  ตัวอย่างเช่น ระดับราคามาตรฐานที่วิศวกรเสียงแต่ละคนจะเริ่มได้รับคือ ประมาณ 5,000 บาท (ทำงานประมาณ 3 ชั่วโมง) แต่ถ้ายิ่งเป็นวิศวกรเสียงที่สามารถทำเพลงได้ด้วย เช่น ทำเพลงโฆษณา แต่งเพลงได้ ก็จะได้เงินในส่วนนี้เพิ่มมาอีก สมมติแต่งเพลง ทำเพลงหนึ่งเพลง อาจจะอยู่ที่ 35,000 บาท และถ้าอัดสดราคาก็จะสูงขึ้นอีก จะเห็นว่ามันก็จะมีช่องทางรายได้พวกนี้มาเรื่อยๆ 

หรืออีกกรณีหนึ่งก็คือ การเป็นวิศวกรเสียงให้กับนักดนตรีหรือวงดนตรีที่มีงานเป็นประจำ เช่น บางวงมีงานเกือบทุกวัน ได้เงินวันละ 5,000 บาท ก็ถือว่าไม่ได้เป็นระดับเงินเดือนที่ต่ำอะไร

 

วิศวกรเสียงไม่มีระดับขั้น แต่อาจจะสามารถย้ายไปเป็น producer ถ้าเราสามารถทำเพลงได้ หรืออาจจะทำอาชีพวิศวกรเสียงเป็นอาชีพเสริมในขณะที่มีอาชีพประจำอีกอย่างหนึ่งก็ได้ มันก็อยู่ที่แต่ละคน เป็นอาชีพที่ต้องใจรักจริงๆ เพราะว่ามันค่อนข้างเหนื่อย

 

ต้องฟังเพลงเยอะๆ เดี๋ยวนี้จะง่ายขึ้น เพราะ Youtube เนี่ยแหละ และก็จะมีหลายคนที่มาบอก Trick หรือเทคนิคต่างๆ บางอย่างอยู่ใน Youtube ด้วย ก็ดูและศึกษามาลองทำตาม นอกจากนี้ก็ตามหนังสือ แต่ก็อาจจะอ่านไม่เข้าใจเพราะว่าบางเล่มอาจจะยากเกินไปถ้าเราไม่เข้าไปหาคนที่รู้เรื่องนี้จริงๆ ให้เขาอธิบายให้เราฟังว่าจริงๆแล้วมันคืออะไร เราก็ไม่มีทางเข้าใจ 

และก็ไปหาคนที่รู้เรื่องเสียง ถ้าข้างบ้านมีให้เช่าพวกเครื่องไฟ เครื่องเสียง ก็ไปคุยกับพวกนั้นก็ได้ แต่ว่าเขาก็จะมีความรู้แค่การทำให้เสียงดัง อันนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วที่เราสามารถเสียบไมโครโฟนไปแล้วทำให้มันมีเสียงออกมาทางลำโพงได้ พอหลังจากนั้นแล้วเราก็ค่อยเริ่มหาความรู้เพิ่มเติมว่าจะทำยังไงให้เสียงมันดีขึ้น

นอกจากนี้มันก็จะมีโรงเรียนที่สอนเฉพาะทางเลยคือของ SAE Institute สอน Sound Engineering โดยเฉพาะเลย ที่ Gen X Academy ก็มีสาขา Sound Engineer เหมือนกัน

 

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ พี่ต้นแบบอาชีพ ในกิจกรรม “ฟักฝันเฟส 2017” ปี พ.ศ. 2560