Tax Consultant

Tax Consultant

1. สภาพแวดล้อมในการทำงาน

สถานที่ทำงาน

จริงๆ ตอนนี้ธุรกิจที่ปรึกษาที่เห็นแน่ๆ คือ บริษัทที่เป็น Consulting Firm อย่างเช่นบริษัทที่เป็น Big 4 บริษัทที่ทำบัญชี เราก็จะเริ่มเห็นที่ทำงาน Tax Consult เป็นแผนกหนึ่ง บางทีก็จะรวมอยู่ในแผนกกฎหมาย รับปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมาย ส่วนใหญ่ด้านภาษีมันจะคู่กัน

แล้วเราก็เห็นในบริษัทที่เป็นนิติบุคคลธรรมดา พวกบริษัทข้ามชาติ หรือที่เราเรียกว่า Multinational Company ก็คือเขาเป็นกลุ่มบริษัทที่ทำกิจการเหมือนๆ กัน แต่ว่าแต่ละคนจะทำหน้าที่ต่างกัน เขาก็น่าจะมีแผนกที่ดูเรื่องภาษีโดยเฉพาะ

แล้วก็บริษัทจดทะเบียนในบริษัทหลักทรัพย์ก็เริ่มจัดตั้งแผนกที่ดูเกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรโดยเฉพาะ

สภาพการทำงาน

ถ้าอยู่ในกลุ่มพวก Big 4 ส่วนใหญ่ลูกค้าที่มาปรึกษาปัญหาภาษีก็จะเป็นบริษัทข้ามชาติ เพราะฉะนั้นลูกค้าบริษัทต่างประเทศก็จะค่อนข้างเยอะ บริษัทไทยก็จะมีเหมือนกันก็คือเป็นลูกของบริษัทต่างประเทศ ทีนี้ลักษณะของงานก็คือมันจะต้องเน้นพูดคุยกับผู้บริหารค่อนข้างเยอะ แล้วก็คุยกับเจ้าหน้าที่สรรพากร เพื่อถามคำถาม เอาคำตอบไปบอก หรือบางทีก็ช่วยดูว่าข้อกฎหมายมันได้ไหม

ระยะเวลาในการทำงาน

ปกติตามมาตรฐานก็ 8 ชม. ต่อวัน แต่ว่าในสายอาชีพของที่ปรึกษาต้องยอมรับว่ามันมีความกดดันในเรื่องของเวลา เพราะว่าส่วนใหญ่เวลาที่มีใครเขามีปัญหามา เขามักจะมาในเวลาที่มันกระชั้นชิดแล้ว คือเขาไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ หรือบางทีเป็นบริษัทต่างประเทศ เพิ่งได้รับรายงานจากบริษัทในเมืองไทย เขาไม่รู้จะหันไปหาใคร เขาก็มาหาที่ปรึกษา ระยะเวลาในการจัดการกับปัญหาก็จะมีกำหนด อย่างที่บอก มันจะมีเวลาต้องยื่นแบบ แสดงรายการวันนั้นวันนี้ ซึ่งวันพวกนี้เราเลื่อนไม่ได้  เพราะฉะนั้นระยะเวลาในการทำงานตรงนี้จะมาหรือน้อยขึ้นอยู่กับเวลาที่ลูกค้าเขาเดินมาหาเรา เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานหรือยัง เขามาหาเราขณะที่มันเพิ่งเกิด ก่อนเกิด หรือว่าเกิดแล้ว เพราะฉะนั้นงานตรงนี้จะทำให้วางแผนเวลาค่อนข้างยาก

อาชีพนี้ต้องทำงานร่วมกับอาชีพ/ตำแหน่งงานใดบ้าง

Tax Consultant ต้องทำงานกับอีกหลายอาชีพ ถ้าสมมติเราดูว่าการเสียภาษีแต่ละเดือนถูกต้องไหม ภาษีบริษัททำถูกไหม ก็จะค่อนข้างเกี่ยวข้องกับแผนกบัญชี เพราะว่าทุกบริษัทก็จะให้แผนกบัญชีนี่แหละทำภาษีซะส่วนใหญ่ ยกเว้นบริษัทที่เขามีแผนกภาษีต่างหาก อันนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับนักบัญชีโดยตรง ทีนี้ในแง่ของการให้คำปรึกษาเรื่องอื่นเช่นเรื่องโปรเจค ในการไปลงทุนในต่างประเทศ หรือต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่วนใหญ่บริษัทเขาก็จะใช้ทีมที่ดูพวกการลงทุน (Investment) โดยเฉพาะ พวกนี้จะเป็นกลุ่มที่จบการเงิน จบเศรษฐศาสตร์มา ก็จะมีการวางแผนธุรกิจว่าเขาจะทำอะไรบ้าง ทีนี้ในแต่ละแผนเขาอยากทราบว่าแผนเขาแต่ละอันมันมีภาระภาษีอย่างไร ตรงนี้เราก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกที่เรียนเศรษฐศาสตร์ หรือการเงิน

เกี่ยวข้องกับนักการเงิน หรือวิศวกรก็มี เพราะว่าในบางงานอย่างเช่นสมมติในบริษัทที่เขาทำเกี่ยวกับก่อสร้าง อาจจะเป็นก่อสร้างโรงไฟฟ้า โครงข่ายโทรศัพท์ อะไรก็แล้วแต่ที่เขาต้องใช้ความรู้ทางเทคนิค คนที่ร่างสัญญาตั้งต้นจะเป็นทีมวิศวกร ร่วมกับฝ่ายกฎหมาย ทีมวิศวกรเขาก็จะต้องโฟกัสไปที่เนื้อหาของสัญญาว่าความรับผิดชอบของเขาในการที่จะทำงานรับเหมาก่อสร้างนี้ให้เสร็จคืออะไร ใครรับอะไร อย่างไร นั่นเป็นหน้าที่เขา ฝ่ายกฎหมายก็เข้ามาดูในแง่ว่า ปฏิบัติตามกฎหมายหรือเปล่า ถ้าเขียนสัญญาแบบนี้แปลว่าเราจะต้องรับผิดจนถึงจบงานไหม ตอนนี้ฝ่ายภาษีก็จะมีบทบาทในการเข้ามาดูสัญญาว่าถ้าตกลงกันอย่างนี้มีภาระภาษีอย่างไรบ้าง ใครจะเป็นคนรับ ใครจะเป็นคนจ่ายภาษี หรือว่าถ้าเราปรับสัญญาไปอีกนิดนึง โดยที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ ทั้งวิศวกร และฝ่ายกฎหมายก็พอใจ แถมยังประหยัดภาษีไปได้ ร้อยล้าน พันล้าน เราสามารถทำได้ไหม ก็จะหลายฝ่ายมาก

2. คุณลักษณะของงาน

เป้าหมายของงาน/โจทย์ใหญ่ของงาน/ความท้าทายของงาน

อาชีพ Tax Consultant แปลตามตัวเลยก็คืออาชีพที่ปรึกษากฎหมายภาษีอากร ความสำคัญของมันก็คือ ทุกคนที่เป็นประชาชนคนไทย หรือเป็นบริษัทไทย ทุกคนยังไงก็ต้องเสียภาษี หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ทีนี้เป้าหมายหลักของงาน Tax Consult ก็คือ เราต้องการให้เกิดความมั่นใจว่า คนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือบริษัท เขาเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเสียภาษีเท่าที่จำเป็น เพราะว่าภาษีมันเป็นภาระ หลักของมันคือ ภาษีเป็นสิ่งที่รัฐบังคับจัดเก็บจากคน แน่นอนไม่มีใครอยากเสียภาษีเยอะ แต่กฎหมายมันบังคับ ทำอย่างไรเราถึงจะเสียภาษีตรงนี้ให้มันถูกต้องโดยที่เราเสียน้อยที่สุด แล้วก็ไม่ผิดกฎหมาย

Work process

ขอบเขต    ของงานที่ปรึกษามันจะค่อนข้างกว้าง ที่ปรึกษาหลักๆ เลยก็คือ เวลามีใครมาขอคำปรึกษาเราในแต่ละเรื่อง เราก็จะต้องหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับเขา เช่น ถ้ามีลูกค้าบอกว่า จะเข้ามาตั้งบริษัทในเมืองไทย คือเขาทำธุรกิจนี่แหละ แล้วก็อยากจะวางแผนว่าทำอย่างไรให้เขาเสียภาษีอย่างถูกต้อง และประหยัดที่สุด เราก็ต้องมานั่งคิด ดูจากจุดประสงค์ในการตั้งบริษัทของเขา เช่น ถ้าเขาจะมาตั้งธุรกิจผลิต และขายสินค้าในประเทศไทย ทำอย่างไรเขาถึงจะเสียภาษีถูกที่สุด ต้องมานั่งคิดว่ามีภาษีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเขาบ้าง ทำสัญญาเป็นแบบไหน ถ้ามีหลายๆ บริษัทรวมอยูี่ด้วยกันเป็น Group Company เราจะใช้ประโยชน์จากสัญญาระหว่างประเทศ อนุสัญญาภาษีซ้อนได้ไหม มันก็จะเป็นสิ่งที่เราต้องดู

แล้วสุดท้ายตัวเนื้องานที่ให้กับคนที่เข้ามาก็คือคำปรึกษาว่าหลังจากที่เขาปรึกษาเราแล้ว เราคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ดี่ที่สุดสำหรับเขา การตั้งธุรกิจแบบนี้จะต้องใช้โมเดลนี้ ให้ใครถือหุ้นใคร ตั้งประเทศไหน นั่นคือสิ่งที่ออกมาเป็นงานของเรา

Career path/ความก้าวหน้าของสายอาชีพ

สายตรงเวลาที่เราทำงานที่ปรึกษา สมมติเราเพิ่งจบมาใหม่ๆ เราก็จะเริ่มจากตำแหน่งผู้ช่วยก่อน คือระดับ Junior ทำหน้าที่ช่วยผู้จัดการ หา สืบค้นข้อมูล เป็นระดับ Consultant โตขึ้นมาหน่อยก็จะเป็น Senior Consultant ก็จะช่วยในโปรเจคที่มันยากขึ้น ก็อาจจะได้นำในโปรเจคนั้น ถ้ามันไม่ได้เป็นโปรเจคที่ยากเกินไป แล้วก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ทำมา ถัดมาอย่างของบริษัทที่ปรึกษาเอง หลายๆ บริษัทก็จะมีระดับ Staff ระดับ Manager แล้วก็ขึ้นมาเป็น Director,  Partner อะไรแบบนี้ แต่ว่าพวกนี้มันชื่อเรียกแตกต่างกัน อย่างใน Consultant ของ Big 4 ก็จะเป็นใน หุ้นส่วน ซึ่งอันนี้คือตำแหน่งสูงสุดแล้ว

หุ้นส่วนก็คือ นอกจากได้เงินเดือนปกติในบริษัทที่เราทำแต่ละเดือน เราก็จะได้ส่วนแบ่งกำไร จากงานที่เราทำด้วย นี่ก็จะเป็นตำแหน่งสูงสุด รองลงมาก็อาจจะไม่ได้ส่วนแบ่งกำไร ก็อาจจะได้เงินเดือนตามแต่ละระดับที่ทำงาน ประสบการณ์งาน

ถ้าเกิดขยายออกไป ก็มี ที่หลายๆ ท่านทำกันก็คือไปตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง หรือว่าย้ายจากอาชีพที่ปรึกษาไปทำในองค์กร หรือว่ามีหลายท่านที่พอมาศึกษาเรื่องกฎหมายแล้วชอบ ตอนแรกจบบัญชีมาก็ไปเรียนปริญญานิติศาสตร์อีก เรียนปริญญาโท ย้ายสายไปเป็นทนายความ ผู้พิพากษาก็มี ขึ้นอยู่กับความสนใจ

บุคลิก นิสัยของคนที่เหมาะจะทำอาชีพนี้

อันดับแรกต้องมีความละเอียดรอบคอบ ว่าต้องอ่านกฎหมายอย่างระมัดระวัง เพราะว่ากฎหมายเพียงแค่คำๆ หนึ่ง มันสามารถตีความไปได้หลายอย่าง เราจะหาคำตอบได้อย่างไรว่าคนที่ร่างกฎหมายขึ้นมาเขาต้องการจะสื่อถึงอะไร เราต้องกลับไปหาเจตนารมณ์ เพราะฉะนั้นการอ่านกฎหมายอย่างระมัดระวังสำคัญมากสำหรับอาชีพนี้ อีกเรื่องนึงที่สำคัญพอๆ กันก็คือความเข้าใจในตัววัตถุประสงค์ของธุรกิจที่แท้จริง

3. คุณค่าและผลตอบแทน

คุณค่า ผลตอบแทน ต่อตนเอง คนรอบข้างและสังคม

ในแง่คุณค่าของงาน ก็ต้องบอกก่อนว่างานนี้กำลังจะทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ นะ ในอดีตคนทำงานนี้ก็จะเป็นคนที่จบนิติศาสตร์เป็นหลัก เพราะว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย แต่ปัจจุบันนี้ เรื่องภาษีอากร โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ต้องบอกว่ามันมีพัฒนาการค่อนข้างมาก เจ้าหน้าที่หลายๆ ท่านก็เป็นคนที่ไปเรียนจบจากต่างประเทศ เขาก็จะได้รับอิทธิพล แนวคิดจากต่างประเทศเข้ามา เพราะฉนั้นเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้าก็จะสามารถคิดวิเคราะห์และหาเจตนาผู้เสียภาษีได้ค่อนข้างเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นเทรนด์ในการประกอบธุรกิจอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ เราจะประกอบธุรกิจอย่างไร ให้ไม่ได้ชื่อว่าเราไม่มีความซื่อตรง ทุกวันนี้คนที่ทำธุรกิจอย่างไม่ซื่อตรงจะไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าไหร่ เทรนด์ในอนาคตคือธุรกิจเราต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตรงนี้คือความท้าทายว่าเราจะทำอย่างไรให้มันซื่อตรง โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยที่เราก็ยังประหยัดภาษีของเราที่สุด คือถูกต้องที่สุดแต่จ่ายน้อยที่สุด นั่นคือเทรนด์ที่กำลังมา

เพราะฉะนั้นคุณค่าของงานที่ปรึกษาภาษีมันก็คือการทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา แล้วก็สร้างภาพลักษณ์ที่ดี ให้กับคนที่ร่วมธุรกิจกับเรา ต่อเจ้าหน้าที่ ต่อรัฐ ต่อประเทศคู่สัญญา

สิ่งที่ต้องสูญเสีย

อย่างที่เรียนตอนแรกว่า อาชีพนี้แข่งกับเวลา เพราะฉะนั้นถ้างานมันมาแล้วเราปฎิเสธไม่ได้จริงๆ เราอาจจะต้องเบียดบังเวลาส่วนตัว มาตรฐานคือ 8 ชม. ต่อวัน แต่บางครั้งเราอาจจะต้องทำไปถึง 10-12 ชม. ซึ่งบางทีตรงนี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้หลายๆคนท้อ แล้วก็ออกจากอาชีพนี้ไปตั้งแต่ช่วงต้นๆ เพราะว่างานหนัก แต่ว่าอยากจะบอกว่าจริงๆ สิ่งที่เราได้กลับมามันเป็นสิ่งที่เรานำไปต่อยอดได้ ความรู้ตรงนี้มันหาไม่ได้ในห้องเรียน ไปสัมมนาที่ไหนก็ไม่มีใครเขามาเล่าหมดเปลือกขนาดนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันคือช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ถ้าคนที่คิดว่าจะไม่ได้ทำในสายอาชีพนี้ตลอดไป มันก็เป็นสิ่งที่จะไปต่อยอด

4. ทักษะ ความรู้ ความสามารถ

ความรู้หลักๆเลย แน่นอนก็ต้องเป็นความรู้ทางเทคนิค เกี่ยวกับกฎหมายภาษี เกี่ยวกับบัญชี เพราะว่าภาษีกับบัญชีก็จะเกี่ยวข้องกันในแง่ของภาษีบริษัท แล้วก็กฎหมายระหว่างประเทศ ถ้าเราต้องให้คำแนะนำในแง่ของการลงทุนต่างประเทศ หรือการที่ต่างประเทศเข้ามาลงทุน ประโยชน์จากอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยไปทำไว้กับรัฐบาลประเทศอื่น พวกนี้เป็นความรู้ทางเทคนิคที่จำเป็นจะต้องมี แล้วก็เนื้อหาที่เรียนสมัยปริญญา ไม่ว่าจะเรียนบัญชี หรือเรียนนิติศาสตร์มันอาจจะไม่เพียงพอ คือเขาคงสอนพื้นฐานหลักการ แต่ว่าในความเป็นจริงเราก็มีรายละเอียดที่มากมาย เรามีคู่สัญญาที่ประเทศไทยไปทำไว้ 56-57 ประเทศ ในรายละเอียดของแต่ละประเทศมันก็จะมีความแตกต่าง ตรงนี้เป็นสิ่งที่ พอเรามาทำอาชีพนี้แล้วต้องมาศึกษาเพิ่มเติม ไม่มีสอนในชั้นเรียน

นอกจากความรู้ทางเทคนิค ทักษะที่สำคัญคือทักษะในการสื่อสาร เพราะว่าเราเป็นคนให้คำปรึกษา เราจะต้องสื่อสารข้อความที่มันถูกต้อง ในภาษาของเรา เราจะบอกว่า ให้ Right message และความคิดเห็นที่มันเป็นไปได้ในทางปฎิบัติ ซึ่งตรงนี้มันต้องอาศัยทักษะหลายเรื่อง เช่นทักษะในการคิดวิเคราะห์ เราต้องมีความเข้าใจในเรื่องของธุรกิจ ว่าจุดประสงค์ของธุรกิจคืออะไร เขาทำรายการการซื้อขาย (Transaction) แบบนี้ เขาทำไปเพื่ออะไร เขาทำอย่างอื่นได้ไหม แล้วพอเรารู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเขา เราก็จะสามารถหาข้อมูลมาตอบคำถามเขาได้ หรือบางทีเราอาจจะให้คำแนะนำที่ดีกว่าที่เขาทำอยู่

ในเรื่องการสื่อสาร อย่างที่เรียนตอนแรกว่าลูกค้าเราจะเป็นพวก Multinational Company เยอะ เพราะฉะนั้นภาษาอังกฤษจะค่อนข้างสำคัญ เพราะว่าหลายๆ ครั้งคนที่บินมาประชุมกับเราก็คือผู้บริหารระดับสูง เพราะว่าเขาต้องการจะทราบเหตุผล คำตอบ ทิศทาง ที่ชัดเจน อยากฟังจากปากด้วยตัวเอง เขาก็จะบินมา ในการที่เราจะเล่า ภาษากฎหมายมันก็ยากอยู่แล้ว เรายังจะต้องเล่าเป็นภาษาอังกฤษให้คนที่ไม่ได้จบกฎหมายเข้าใจ เพราะว่า CEO COO ที่มา ส่วนใหญ่เขาก็จะไม่ได้จบกฎหมาย

ทักษะอื่นๆเพิ่มเติมที่มีแล้วจะช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับทักษะของที่ปรึกษากฎหมายภาษีที่มีแล้วจะได้เปรียบคนอื่นนั้น ต้องเรียนก่อนว่า อาชีพนี้ อย่างตัวพี่เองก็ไม่เริ่มจากเรียนจบนิติศาสตร์ พี่ก็เรียนบัญชีมา สิ่งที่เราได้เปรียบกว่าคนที่จบนิติศาสตร์คือเราเข้าใจธุรกิจได้เร็วกว่า เพราะว่าเราเรียนบัญชี เราก็จะเน้นไปในแง่ของธุรกิจ ทำไมบริษัทจะต้องทำแบบนี้ ทำไมเอกสารต้องออกมาแบบนี้ กฎหมายภาษีมันก็จะคล้ายๆ กับบัญชีเลย เวลาการดูคำนวณพวกภาษีนิติบุคคล เพราะฉะนั้นทักษะที่สำคัญคือ พอเรามีความรู้ความเข้าใจที่สำคัญของธุรกิจ มันจะทำให้เราได้เปรียบกว่าคนที่ไม่ได้จบบัญชีโดยตรง

ทักษะอื่นๆ อย่างเช่น การใช้คอมพิวเตอร์ การนำเสนอต่างๆ ก็จำเป็นเหมือนกัน ต้องยอมรับว่าคนที่มีทักษะในการนำเสนอที่ดี ไม่ว่าจะให้ลูกค้าฟัง ให้เจ้านายฟัง สรรพากรฟัง คนฟังเขาจะมีความรู้สึกที่ดีกับที่ปรึกษาที่สามารถพูดให้เขาเข้าใจและคล้อยตามเราได้ ค่อนข้างจะมีประโยชน์

แหล่งศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

ทางด้านภาษี ตัวที่เราจะเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก็คงจะเป็นพวกการอบรมสัมมนาของหน่วยงานที่เขาจัด เช่นบริษัทที่เขาทำเกี่ยวกับการจัดสัมมนา อย่างเช่น ธรรมนิติ แล้วแต่ว่าช่วงไหนเขาอยากจัดหัวข้ออะไร แล้วเขาก็จะเชิญเจ้าหน้าที่ หรือว่าฝ่ายกฎหมายสรรพากร ท่านอาจารย์ในมหาวิทยาลัย มาพูดถึงประเด็นทางกฎหมาย ตรงนี้มันก็เป็นสิ่งที่เพิ่มพูนความรู้ให้กับเรา

คลาสเดี๋ยวนี้ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเขาก็เปิด Taxation Law ต่างหากขึ้นมาค่อนข้างเยอะ อย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีทั้งได้ปริญญา และเป็นใบประกาศนียบัตร หลักสูตร 6 เดือน หรือ 1 ปี ตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เพิ่มเติมความรู้ให้กับเรา

อาชีพนี้ต้องอ่านกฎหมายทุกมาตราเหมือนนักกฎหมายเลยไหม

ในแง่ของ Tax Consultant คนที่ไม่ได้จบบัญชีมา เขาก็ทำได้ แต่คนที่จบบัญชีมาจะเข้าใจอะไรได้ง่ายขึ้น สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ถามว่าต้องรู้อะไรมากกว่ากัน คิดว่าถ้ามีความจำเป็นในเรื่องของการตัดสินใจ หรือการให้ข้อสรุปว่ากฎหมายภาษีข้อนี้หมายความว่าอย่างไร คิดว่าความเข้าใจในแง่ของตัวกฎหมายน่าจะสำคัญกว่า แต่ว่าทั้งหมดทั้งสิ้นมันศึกษากันได้ คนจบบัญชีมาก็สามารถอ่านกฎหมายเข้าใจได้ มันแค่ต้องใช้เวลาในการศึกษา อาจจะมากกว่าคนจบกฎหมาย แต่เราได้เปรียบคนจบกฎหมายเพราะเราจะรู้ว่าเขาเขียนเรื่องนี้มันหมายความว่าอย่างไรในทางบัญชี ขณะที่คนจบกฎหมายเขาก็สามารถเข้าใจบัญชีได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องไปเรียนบัญชี แต่เขาอาจจะไม่เข้าใจถึงขั้นลงบันทึกบัญชี ลง Debit Credit เพราะเขาไม่จำเป็นต้องรู้ขนาดนั้น

อย่างตัวพี่เอง กฎหมายภาษีอ่านทุกมาตรา เพราะว่ากฎหมายภาษีมันจะอยู่ภายใต้กฎหมายประมวลรัษฎากรเป็นหลัก แต่กฎหมายอื่นๆ เช่น ศุลกากร สรรพสามิตก็ต้องอ่านเมื่อเวลามีงานที่มอบหมายเข้ามา  ต้องอ่าน แต่ว่าความเข้าใจมากน้อยนั้นไม่ได้อยู่ที่แค่การอ่าน มันต้องไปค้นคว้าเพิ่ม จึงต้องมีใจรักในการศึกษา ต้องมีความอยากรู้ อ่านแล้วต้องมีความสงสัยขึ้นมาว่า กฎหมายทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ตอนนั้นร่างตั้งแต่ พ.ศ. 2480 ณ ตอนนั้นเขาคิดอะไรอยู่ แล้ว ณ วันนั้นที่ใช้กับวันนี้มันใช้กันได้ไหม ถ้าปรับให้เข้ากับปัจจุบัน อะไรคือสิ่งที่กฎหมายต้องการ มันต้องมีความอยากรู้ สงสัย เรียกว่าเป็นวิจารณญาณของคนที่ทำอาชีพนี้เลย และที่สำคัญคือต้องมีการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เวลาเราให้คำปรึกษาอะไรก็แล้วแต่ เราต้องคิดเสมือนว่าเป็นงานของเราเอง สมมติให้คำปรึกษาบริษัท เราจะแนะนำให้เขาทำอะไรก็ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เสมือนว่าบริษัทนั้นเป็นของเราเอง แล้วเราจะได้คิดอย่างระมัดระวัง และรอบคอบ

5. เครื่องมือที่ใช้ในอาชีพนั้น

ถ้าสำหรับอาชีพนี้ก็คงจะเป็นในเรื่องของตัวกฎหมาย แล้วก็พวกเครื่องคิดเลข เพราะว่าเวลาที่เราตอบคำถาม เราต้องสามารถระบุได้ถ้ามันผิดต่อข้อกฎหมาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเท่าไหร่ ตอนนี้อุปกรณ์หลักๆ ก็คงเป็นคอมพิวเตอร์ที่เราเอาไว้ใช้ทำงาน เพราะว่ามันก็ตอบโจทย๋ได้ทุกอย่าง แต่เดี๋ยวนี้ถ้าบางคนทันสมัยหน่อย มีพวกแอพลิเคชั่น ลงประมวลรัษฎากรออนไลน์ มันก็จะทำให้ระบบสืบค้นมันง่ายขึ้นกว่าการที่เราไปเปิดหนังสือเป็นเล่มๆ อ่าน จริงๆ ตอนนี้ Search Tools ทำงานค่อนข้างดี กรมสรรพากรเองเขาก็มีเว็บไซต์ที่คอยให้ข้อมูลเหล่านี้อยู่

ถ้าพูดถึงสิ่งที่ทำให้การทำงานมันลื่นไหลขึ้นก็น่าจะเป็นพวกการใช้ Excel ในการใช้คำนวณอะไรมันก็สามารถตอบโจทย์เราได้ แล้วก็การใช้ Power Point ส่วนใหญ่จะเป็นของ Microsoft Office เพราะว่าเอาไว้ทำ Presentation แล้วก็ Microsoft Word ก็เอาไว้ทำพวกจดหมาย รายงาน

ส่วนโปรแกรมที่เป็นสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ จริงๆ มันก็ไม่ใช่โปรแกรมพิเศษหรอก อย่างระบบสืบค้นอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นสิ่งที่เราพัฒนาขึ้นมาเอง อย่างตอนนี้ที่บริษัทใช่อยู่ก็ทำขึ้นมาเอง แล้วก็จดลิขสิทธิ์เอาไว้ มันยังไม่มีระบบสืบค้นนอกจากของกรมสรรพากรที่เขาทำ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นของเอกชนทำไว้ขาย แต่ถ้าถามว่าไม่มีตรงนั้น ทำได้ไหม ก็ทำได้ มันก็มีตัวเล่มอะไรให้เราไปอ่าน

 

*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ พี่ต้นแบบอาชีพ ในกิจกรรม OPENWORLD ปี พ.ศ. 2558