“อยากมีฝันต้องทำอย่างไร?” อีกหนึ่งมุมมองที่มีต่อการค้นหาความฝัน จากพี่แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข : ขยับฝัน

อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข (แสตมป์)

นักดนตรี

จาก ช่วงสัมภาษณ์วิทยากรพิเศษ กิจกรรมขยับฝัน วันที่ 25 มิถุนายน 2559

“สมมติว่าน้องเป็นตัวผมตอนเด็กๆ ผมอยากจะคุยกับเขามาก ถ้าถามว่าตอนนั้นความฝันของผมคืออะไร ถ้าให้ผมมองตอนนี้ ผมไม่อยากใช้คำว่าความฝันเท่าไหร่ แต่อยากใช้ว่ามันเป็นสิ่งที่เราหลงใหล  เป็นสิ่งที่เราสัมผัสแล้วรู้สึกว่าเราเป็นธรรมชาติมากเลย ไม่ได้หมายความว่าเราจะเก่งนะ แต่เวลาเราทำมันแล้วเป็นเหมือนปลาที่ว่ายน้ำ เป็นสิ่งที่เราอยากทำมันอีก สิ่งที่ไม่ว่าจะโดนใครดูถูกยังไง เราก็ยังจะทำ อันนี้ผมว่าเป็นคำจำกัดความของความฝันของผม เป็นสิ่งที่เรามีความปรารถนาที่จะทำมันอย่างสุดซึ้งเลยอะครับ”

ทำไมเราทุกคนถึงต้องมีความฝัน?

“ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำว่าเราทุกคนต้องมีความฝันนะ แต่เราทุกคนควรจะมีสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข เราควรจะมีอะไรซักอย่างที่ทำให้เราตื่นมาแล้วอยากจะมีชีวิตอยู่”

ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำว่าเราทุกคนต้องมีความฝันนะ แต่เราทุกคนควรจะมีสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข เราควรจะมีอะไรซักอย่างที่ทำให้เราตื่นมาแล้วอยากจะมีชีวิตอยู่  สมัยนี้มันสนุกนะเวลาที่เราชอบอะไรแล้วมีโปรแกรมอย่าง Pinterest เขาบอกว่าถ้าอยากรู้ว่าความหลงใหลของเราคืออะไร ให้ลองเข้าไปในร้านหนังสือ มันจะมีแผงนิตยสารอยู่ ถ้าเข้าไปอย่าง Kinokuniya มันจะมีหมวดหมู่ของมันเต็มไปหมด หนังสือเล่มแรกที่เราพุ่งเข้าไปโดยไม่ต้องคิดเลยว่าดูเพื่ออะไร อันนี้อาจเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าเราชอบมันมากๆ ถ้าเป็นผมตอนเด็กๆก็จะพุ่งเข้าไปหานิตยสารกีตาร์ พอโตหน่อยก็ไปหา FHM (ล้อเล่นนะ ฮา)

จุดเริ่มต้นเส้นทางการเล่นคนตรีจนมาเป็นอาชีพของพี่แสตมป์เป็นอย่างไร?

“การเดินทางของผมคือ ผมทำในสิ่งที่ผมหลงใหล ในทุกช่วงวัยของผม ผมค้นพบว่าผมชอบดนตรี ชอบศิลปะ ผมก็ขวนขวายที่จะศึกษามันว่าทำยังไง”

จริงๆที่ผมไม่อยากให้ใช้คำว่าความฝัน เพราะว่าพอมันเป็นคำว่าความฝันแล้ว นิยามของมันจะมีทั้งความจริง และไม่จริง มันจะมีวันที่ฝันเป็นจริง และไม่เป็นจริง แต่ถ้าเป็นคำว่าความหลงใหล มันไม่มีความจริงหรือไม่จริง มันจะจริงตลอดไม่ว่าเราจะทำมันตอนเริ่มต้น หรือตอนที่ล้มเหลว

การเดินทางของผมคือ ผมทำในสิ่งที่ผมหลงใหล ในทุกช่วงวัยของผม ผมค้นพบว่าผมชอบดนตรี ชอบศิลปะ ผมก็ขวนขวายที่จะศึกษามันว่าทำยังไง โดยที่ไม่ได้ตั้งเป้าเลยว่าอายุ 25 เราจะต้องออกอัลบั้ม การวางเส้นทางไว้ว่าอายุ 25 ต้องออกอัลบั้ม 30 จะต้องโด่งดัง นี่คือความฝัน คือสิ่งที่พี่ไม่สนับสนุน เล่าจากมุมคนที่อายุเท่านี้ ถ้าเรามองมันเป็นเรื่องของจุดหนึ่งต่อไปอีกจุดหนึ่ง ถ้าเราไม่ไปถึงตรงนั้น เราก็จะไม่มีความสุขเลย เราจะเอาแต่ใช้ชีวิตแบบ เมื่อไหร่จะถึงจุดนั้น เมื่อไหร่จะถึงเส้นชัยของเรา สมมติน้องอายุ 15 แล้วน้องตั้งไว้ว่าตอนอายุ 25 น้องจะต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ น้องจะเสียเวลาไปสิบปีในการอยากจะทำสิ่งนั้นให้ได้ แบบหลับหูหลับตาทำมัน สิ่งที่พี่อยากบอกคือ สิบปีนั้นถ้าเราไม่ได้มองว่า 25 คือความสำเร็จ แต่มองว่าทุกๆกระบวนการของการทำ การเติบโต การฝึกฝน มันคือเรื่องจริง มันคือความสุข คือเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ พี่ในวัย 34 สนับสนุนความคิดนี้มากกว่า

แสดงว่าพี่แสตมป์ไม่ได้ตั้งเป้าหมายมาตั้งแต่แรกว่าจะต้องมาเป็นศิลปิน?

“นี่ก็เป็นข้อดีของการที่เรามีความหลงใหล ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงไหนของชีวิต มันจะมีอะไรให้เราเลือกเยอะมาก แต่พอเรามีสิ่งที่เราสนใจอย่างนึง เราก็จะให้น้ำหนักกับมันมากกว่าสิ่งอื่น”

ไม่ได้ตั้งเลยครับ แต่ถ้าตอนนั้นมีคนถามว่าอยากเป็นศิลปินไหม ก็อยากนะ เพียงแต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเป็นให้ได้ เราแค่คิดว่าถึงไม่ได้เป็นเราก็มีความสุข ถ้าอยากเป็นจริงๆ ก็คงจะไปเลือกเรียนพวกวิชาดนตรี หรือไปศัลยกรรมที่เกาหลีแล้ว (ฮา) แต่เราไม่ได้คิด แค่ทำไปเรื่อยๆ ประกวดดนตรีกับเพื่อน ตั้งวงดนตรี ทำตามธรรมชาติ เด็กมัธยมจะเล่นดนตรีก็ต้องตั้งวงกับเพื่อน เลิกเรียนก็ไปซ้อม เดินไปตามทางของมัน นี่ก็เป็นข้อดีของการที่เรามีความหลงใหล ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงไหนของชีวิต มันจะมีอะไรให้เราเลือกเยอะมาก แต่พอเรามีสิ่งที่เราสนใจอย่างนึง เราก็จะให้น้ำหนักกับมันมากกว่าสิ่งอื่น ตอนผมอยู่มหาวิทยาลัยก็มีกิจกรรมมากมาย มีละครเวทีที่ทุกคนจะต้องทำ ช่วงทำละครเวทีเป็นช่วงวันความหลงใหลของเราเลยว่าแต่ละคนชอบอะไร ตอนที่เราเรียนอยู่ช่วงเปิดเทอม เนื่องจากเราเรียนวิชาเดียวกัน ความถนัดก็อาจจะออกมาทางผลงานของเรา แต่ตอนปิดเทอม พอมีละครเวทีเข้ามา มันวางเลยนะว่าแต่ละคนสนใจอะไร บางคนชอบออกแบบ ก็ไปอยู่ฝ่ายฉาก ชอบเขียนหนังสือก็ไปอยู่ฝ่ายบท ทุกคนจะมี Passion ของมัน ผมก็ไปอยู่ฝ่ายเพลงโดยที่เราก็ไม่ได้คิดหน้าคิดหลังเลย

ในวัยนั้นก็อาจจะเป็นช่วงที่ยังฟุ้งอยู่ บางคนอาจจะยังไม่แน่ใจ อยากจะลองอะไรใหม่ๆ พี่แสตมป์เคยมีสิ่งอื่นที่อยากลองทำ สิ่งที่คิดว่าเราน่าจะชอบก่อนที่จะมาลงเอยด้วยการเป็นศิลปินในวันนี้ไหม?

จริงๆผมก็หลงใหลหลายอย่างนะครับ ชอบอ่านหนังสือ ชอบดูการ์ตูน ชอบเล่นเกมส์ แต่ก็จะวนกลับมาที่ดนตรีตลอดเลย แต่ผมก็ไม่เคยเอามาวัดนะว่าเป็นเพราะเราชอบดนตรีที่สุด มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ พอเราเข้าไปทำเพลงในละครเวลา เราก็เริ่มเรียนรู้กระบวนการมากขึ้น ว่าการแต่งเพลงเป็นยังไง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ใช้ยังไง เราก็ค่อยๆเรียนรู้มากขึ้นจากการปฎิบัติ ผมอยากจะบอกว่าทุกๆกระบวนการมีคุณค่าของมัน

สภาพแวดล้อม และคนรอบข้าง ครอบครัว เพื่อน มีผลต่อสิ่งที่เราหลงใหลมากน้อยขนาดไหน? 

จริงๆก็มีนะ แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่พ่อแม่สนับสนุนอะไรเรา แล้วเราจะต้องการแบบนั้น

แล้วที่บ้านพี่แสตมป์สนับสนุนหรือเปล่าครับ?

เฉยๆครับ แต่ผมมีเคสที่อยากเล่ามากเลย และถ้าผมมีลูก ผมจะทำแบบนี้เลย คือเด็กเนี้ย เวลาที่เราอยากให้เขาทำอะไร เขาจะไม่ทำ ลูกนักดนตรีทุกคนเรียนเก่งหมด เพราะว่าพ่อแม่อยากให้เล่นดนตรี เด็กบอกไม่เอา จะไปเรียนพิเศษ แต่พ่อแม่ที่บังคับลูกให้เรียนพิเศษ เด็กกลับอยากจะไปเล่นดนตรี ผมมีโอกาสคุยกับเด็กทีอยู่โรงเรียนประจำ เขาเล่นกีต้าร์แบบเก่งมากๆ ผมก็ถามว่าทำไมเก่งแบบนี้ ตอนเด็กฝึกยังไง เขาบอกว่าที่โรงเรียนประจำไม่ให้เล่น ทำให้เมื่อมีโอกาส วันเสาร์อาทิตย์ เขาเล่นมันทั้งวันเลย

ถ้าถามว่าบรรยากาศของพ่อแม่ มีผลกระทบต่อความหลงใหลของเราไหม ผมว่ามีนะ แต่มันอาจจะไม่ได้แปรผันตรง กลายเป็นแปรผกผันกันก็ได้ เพราะวัยรุ่นจะมีธรรมชาติที่จะไม่เชื่อผู้ใหญ่ ผมก็คิดไว้ว่าถ้ามีลูกก็จะบอกให้ลูกเล่นดนตรี จะได้เป็นหมอ เพราะฉะนั้นถ้าพ่อแม่บอกให้ทำอะไร อาจจะเป็นแผนก็ได้นะ ต้องระวังให้ดี (ฮา)

ในระหว่างที่พี่แสตมป์ทำสิ่งที่หลงใหล มีช่วงไหนที่ท้อเหลือเกินไหม แล้วกลับมาทำมันต่อได่ยังไง?

“ตอนเด็กๆไม่เคยท้อเลยนะ พอเราไม่มีเป้าหมายเราก็ไม่รู้จะท้อไปทำไม ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปถึงจุดนี้ให้ได้ เราแค่อยากทำมัน”

ตอนเด็กๆไม่เคยท้อเลยนะ พอเราไม่มีเป้าหมายเราก็ไม่รู้จะท้อไปทำไม ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปถึงจุดนี้ให้ได้ เราแค่อยากทำมัน ตอนนั้นผมก็คิดว่าถ้าเรียนจบแล้วเราไม่ได้เล่นดนตรี ตอนนั้นผมเรียนกราฟฟิก ผมก็ตั้งใจว่าผมจะเป็นคนออกแบบปกอัลบั้ม ขอแค่ได้อยู่ในวงการนี้ หรือถ้าไม่ได้ก็ไปทำมิวสิกวีดีโอ ก็ปล่อยให้มันลื่นไหลไป ไม้ได้อะไรมาก ตอนเด็กๆ ก็มีเวลากลัวแพ้ก็จะขำ แบบอายว่ะ มากกว่า

แล้วกีต้าร์ตัวแรกของพี่ได้มาอย่างไร?

ตอนแรกที่บ้านไม่ยอมให้เพราะกลัวว่าจะเสียการเรียน อันนี้ก็อาจจะเป็นเคล็ดให้พ่อแม่ได้ ระวังให้ดีนะครับ ที่เขาไม่ให้จริงๆ แล้วอาจจะเพราะเขาอยากให้คุณเล่น ผมอยากเล่นมาก ที่บ้านก็มีคีย์บอร์ด Casio ตัวนึง สมัยก่อนที่แบบกดได้ทีละไม่กี่เสียง เราเอามากดเล่นมันก็ไม่เหมือนกีตาร์ เราก็พยายามทำให้เสียงมันดัง ให้มันแตกเหมือนกีตาร์มันก็ไม่เหมือนซักที ผมก็พยายามจะส่งสัญญาณให้พ่อผม เพราะผมอยากได้มาก เราก็มีซื้อหนังสือที่มีรูปกีต้าร์ พยายามวางไว้บนโต๊ะให้เขาเห็น พ่อก็ไม่เก็ตซักที ก็เลยไปคุยกับแม่ว่าอยากได้ แม่ก็บอกว่ายังไม่อยากให้เล่นเดี๋ยวจะเสียการเรียน เป็นแผน เขาก็เลยบอกว่าถ้าอีกเทอมได้เกรดเกินสามจะซื้อให้ สำหรับผมนี่ยากนะ เราก็พยายามตั้งใจเรียน ก็ไม่ได้พยายามมากหรอกนะ ทำเท่าที่ทำได้ สุดท้ายก็ได้กีต้าร์ แต่ว่าเกรดไม่ถึงสามนะ

ด้วยความที่กว่าจะได้มา ระหว่างนั้นเพื่อนๆเล่นกันไปหมดแล้ว ตอนที่ได้มาบ้านก็หนวกหูมาก เพราะเราเล่นตลอดเวลา เก็บกดมาก ตอนนั้นก็เลยรู้สึกว่าอะไรที่มันได้มายาก เราจะดีใจกับมันมาก

เส้นทางชีวิตต่อจากนั้นเป็นยังไง มีการไปแข่งขันเรื่อยมาหรือไม่ อย่างไร?

“ผมว่าความฝัน ความหลงใหลมันดีตรงที่ เมื่อมีคนมาแชร์มันกับเรา มันจะยิ่งสวยงาม ยิ่งน่าทำขึ้นไปอีก”

ใช่ครับ ตอนไปแข่งมันสนุกนะ สนุกตอนที่เราไปไปซ้อมกับเพื่อน ผมว่าความฝัน ความหลงใหลมันดีตรงที่ เมื่อมีคนมาแชร์มันกับเรา มันจะยิ่งสวยงาม ยิ่งน่าทำขึ้นไปอีก อย่างเล่นดนตรีก็จะมีเพื่อนในวง มีเพื่อนคู่แข่ง ตอนเช้าไปโรงเรียนก็จะมาคุยกันว่าแกะเพลงนี้หรือยัง ระหว่างทางก็สนุกมาก

เวลาเราซ้อมดนตรีแล้วมีท้อบ้างไหม ความรู้สึกนั้นเป็นยังไง?

มองย้อนกลับไปไม่เคยที่จะโมโหเลยนะว่าทำไมเล่นไม่ได้ เราก็จะยอมรับชะตากรรมตลอดว่าเรามันห่วยจริงๆ แต่ตอนเด็กๆ เรามักจะคิดว่าเราเล่นได้แล้ว ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ ตอนเด็กเราจะไม่ค่อยมีความรู้สึกท้อว่ามันยาก เพราะอะไรที่ยากเราก็ไม่เล่น ไปเล่นอะไรง่ายๆ

ความท้อมีตอนโตๆ ตอนที่เราเริ่มคิดเยอะ อายุ 26-27 ปีแล้ว คนเรามักจะท้อตอนที่เริ่มจะสำเร็จแล้ว แปลกมากเลยนะ ตอนที่ไม่มีอะไรเลยเราจะไม่ต้องแบกอะไรไว้ แต่เมื่อไหร่ที่เราเริ่มได้รางวัล เริ่มมีคนชม เราจะเริ่มแบกคำเหล่านั้นไว้บนบ่าเรา อันเนี้ยเราจะเริ่มเดินช้า เราจะกลัวมากในการทำอะไรซักอย่าง

พี่แสตมป์มีวิธีจัดการกับสิ่งที่ต้องแบกเหล่านั้นได้ยังไง?

ผมว่ามันเป็นกระบวนการนะครับ เราจัดการด้วยตัวเองยาก มันต้องค่อยๆ เรียนรู้ พอท้อแล้วมันต้องไปเจออะไรต่างๆ บางเรื่องก็ทำให้รู้ว่าบางสิ่งเราวางมันลงก็ได้ ความคาดหวังของคนอื่นเราก็ไม่จำเป็นต้องแบกรับไว้ทุกคนก็ได้ ชีวิตมันจะค่อยๆสอนเราเอง แต่ถ้าพี่บอกตัวเองได้ ในวันที่พี่อายุเท่าน้อง พี่จะบอกว่าไม่ต้องไปแคร์ ไม่ต้องไปแบกอะไร ชีวิตเราก็ทำในสิ่งที่เราอยากทำ

ในตอนที่พี่แสตมป์อยู่ม.ปลาย ตอนที่วางแผนชีวิตว่าจะเรียนอะไร เพื่อที่จะไปสู่เป้าหมาย และสิ่งที่หลงใหลในอนาคต กระบวนการคิดและวางแผนของพี่ตอนนั้นเป็นอย่างไร?

“ตอนนั้นผมงี่เง่ามากไม่ค่อยวางแผนอะไร แต่ถ้าผมกลับไปบอกได้ก็จะบอกว่าให้ทำในสิ่งที่เราทำแล้วเป็นธรรมชาติไปเรื่อยๆ”

ตอนนั้นผมงี่เง่ามากไม่ค่อยวางแผนอะไร แต่ถ้าผมกลับไปบอกได้ก็จะบอกว่าให้ทำในสิ่งที่เราทำแล้วเป็นธรรมชาติไปเรื่อยๆ สมมติเราอยากเป็นนักดนตรี ต้องเรียนดนตรีไหมก็ขึ้นอยู่กับสายที่เราชอบ ถ้าคุณชอบดนตรีคลาสสิก คุณก็เรียน ตอนนั้นผมก็ไม่ได้มาแนวคลาสสิก ผมก็ตามหัวใจตัวเองอย่างเดียว ผมเรียนสถาปัตย์เพราะนึกว่าพี่ป๊อด Moderndog เรียน แต่จริงๆแล้วพี่เขาไม่ได้เรียน คือวง Moderndog เรียนสองคนแต่ไม่ใช่พี่ป๊อด ชีวิตผมไม่น่าเอาอย่างเลยนะพูดตรงๆ

ตอนเราเด็กเราก็ยังมองไม่ออกหรอกว่าชีวิตเราเป็นยังไง สิ่งที่เราทำได้ก็คือเราต้องตั้งใจทำสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเรา นี่คือสิ่งที่ผมอยากเล่า มันอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ใหญ่หลายๆคนบอกว่าจะต้องวางแผน แต่พอพี่อายุ 34 ปี พี่รู้แล้วว่าชีวิตมันวางแผนยากนะ วางแผนแทบไม่ได้เลย น้องอาจจะรู้สึกว่าตัวเองอยากเป็นสิ่งนี้ในวัยนี้ แต่พอได้ลองทำ มันก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไป

มันมักจะมีคำถามว่าเราควรจะมีไอดอลไหม พี่ก็พยายามทำอย่างพี่ป๊อดมาตลอด แต่พี่ก็เข้าใจผิดว่าพี่ป๊อดเรียนสถาปัตย์ พี่อยากให้เรารู้ตอนนี้ ไม่ต้องไปรู้ตอนโตเหมือนพี่ว่าคนเรามันไม่มีใครเหมือนกัน ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียวที่จะสำเร็จแบบอีกคนได้ ถึงพี่จะชอบพี่ป๊อดมาก ไม่ว่าพี่จะทำยังไง พี่ก็ไม่มีทางเป็นพี่ป๊อดได้ การที่พี่พยายามจะเป็นเขา สุดท้ายมันก็เป็นไปไม่ได้ สุดท้ายมันก็เป็นแสตมป์ เราจะใช้ความสำเร็จของคนอื่นมาวางแผนชีวิตเราไม่ได้ ถ้าถามว่าเราจะวางแผนได้ไหมว่าเราจะเป็นอะไรในอนาคต เราจะรู้ว่าเราชอบทำอะไร เราอาจจะไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของการที่เราชอบทำอะไร จะไปต่อเป็นอาชีพอะไร สมมติผมชอบเล่นดนตรี ผมอยากเป็นพี่ป๊อด ผมจะทำเพลงแบบพี่ป๊อดให้ได้ แต่สุดท้ายก็เป็นไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่เขา มันก็ไม่ใช่ข้อเสียนะ สุดท้ายผมก็คือคนที่อยากเป็นพี่ป๊อด แต่มันได้กลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่พี่ป๊อดไปแล้ว ซึ่งมันก็ดีกับโลกใบนี้ที่ไม่ต้องมีพี่ป๊อดสองคน และผมก็เป็นไม่ได้แน่นอน

สิ่งที่เราจะทำ สมมติว่าน้องอยากเป็นหมอ ผมอยากให้ถอยกลับมามองก่อนว่าทำไมอยากเป็นหมอ เพราะอยากใส่ชุดหมอหรอ อยากรักษาคนไข้ อยากได้เงินเดือนเยอะๆ หรืออยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจ อันนี้ืคือมันโยงออกมาจากคำว่าหมอได้ แต่มันอาจจะไม่ใช่ข้อดีก็ได้ เด็กบางคนก็อยากแค่ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ ให้พ่อแม่เอาไปโม้กับเพื่อนบ้านได้ เราต้องเอามาลิสต์ เราจะเอาอาชีพใดอาชีพหนึ่งมาวางไว้ไม่ได้ สมมติถ้าผมเล่าในมุมผม ตอนผมเป็นเด็กอยากเป็นนักดนตรี ก็ต้องถามว่าอยากเป็นเพราะอะไร อยากมีชื่อเสียง อย่างเล่นดนตรี อยากมีวงดนตรีเป็นของตัวเอง อยากออกแบบปก หรืออยากออกไปเที่ยวต่างจังหวัดเยอะๆ อยากไปนั่งรถตู้นานๆ ผลลัพธ์ของอาชีพมันอาจจะไม่ใช่คำตอบของสิ่งที่เราวางแผน อยากจะเป็นอะไรอยากให้ถอยออกมาดูก่อนว่าเราชอบอะไรในนั้น อย่างผมตอนเด็กๆ ถ้าแค่อยากเล่นดนตรี มันไม่ต้องเป็นศิลปินก็ได้หนิ เป็นครูก็ยังได้ แค่วงไว้ว่าอยากเล่นดนตรี เล่นแล้วมีความสุข นั่งรถตู้นานๆนี่ตัดออกก็ได้ ไม่ได้อยากทำ สมมติอยากเป็นวิศวกร เพราะอยากได้เงินเยอะๆ หรือเพราะชอบวิชาฟิสิกส์ อยากให้ดูองค์ประกอบของมัน ดูว่าเราอยากทำสิ่งนั้นเพราะอะไรกันแน่ ดูว่าความสุขของเราอยู่ที่ไหนสำคัญมาก เพราะว่าตอนโตไปมันจะมีความทุกข์กว่านี้เยอะ อย่างน้อยถ้าเรามีความสุขกับสิ่งที่เราทำ เป็นหมอได้รักษาคนแล้วมันอิ่มใจ เราจะมีชีวิตต่อได้ แต่ถ้าเราอยากได้เงินเยอะๆ ก็เลยมาเป็นหมอ โดยที่ความสุขของเราที่ได้มามันไม่คุ้มก็อาจจะต้องมีแผนสำรองหน่อย

เรามีวิธีจัดการกับความคาดหวังของผู้ปกครอง บริหารสิ่งที่อยากทำ และสิ่งที่ต้องทำอย่างไรได้บ้าง?

“สมมติเราอยากเป็นช่างภาพ พ่อแม่อาจจะไม่เข้าใจว่าช่างภาพจะหาเลี้ยงชีพได้ยังไง เราก็ต้องเหนื่อยหน่อยในการพิสูจน์ว่าเราไปทำงานนี้แล้วเราก็ได้เงินนะ เราก็ต้องทำให้เขารู้ว่านี่เราเอาจริง ไม่ได้เป็นความฝันของเด็กๆ อย่างที่เขาเข้าใจ และเราจะทำสิ่งนี้ไม่ใช่เพื่อเราคนเดียว แต่เพื่อครอบครัวด้วย”

ผมมองว่าเราต้องมีสติปัญญาในการมองความคาดหวังของเขาก่อนว่ามันมาจากความรัก ความเป็นห่วง ผมจะแยกเป็นข้อๆ คือหนึ่งเลย พ่อแม่ไม่ได้ใช้ชีวิตเรา อันนี้ไม่ได้แปลว่าเราต้องอกตัญญูนะ สุดท้ายแล้วคนที่จะทำอาชีพนี้ ต้องอยู่กับสิ่งนี้ คือร่างกายและดวงจิตนี้

สองคือถ้าน้องทำตามความชอบของตัวเองอย่างเดียว โดยที่ไม่นึกถึงครอบครัวเลย ในแง่ของอาชีพผมเชื่อว่าไม่ว่าอาชีพอะไร ถ้าเราตั้งใจเราก็จะสามารถเลี้ยงชีพได้ เราจะชอบถูกเพลงหรือหนังบอกว่าเราจะต้องทำตามความฝันของเรา แล้วก็มีคนอีกจำนวนนึงที่ถูกเพลงหรือสิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าคนที่ทำตามความฝันจนสำเร็จคือคนที่ยิ่งใหญ่

แต่มันมีคนที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีกนะ คือคนที่ทิ้งความฝันตัวเองเพื่อเลี้ยงพ่อแม่ อันนี้คือคนที่น่ายกย่องสำหรับผมนะ คือคนที่ยอมสละสิ่งที่อยากจะทำเพื่อคนที่เรารัก อันนี้ผมเล่าในอายุ 34 แล้วนะ ผมเรียนรู้ว่าในที่สุดแล้วความสุขของเรามันจะมีขั้นที่เหนือกว่าการได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำอยู่อีก มันคือการได้รู้สึกว่า สิ่งที่เราทำมีประโยชน์ต่อคนอื่น ดังนั้น คนที่ไม่ได้ทำตามความฝันของตัวเอง แต่ต้องไปทำอย่างอื่นเพื่อให้ครอบครัวตัวเองสามารถไปต่อได้ คือขั้นสูงกว่าการที่เราได้ทำสิ่งที่เราชอบอีกนะ คือเรามีคุณค่าต่อคนที่มีพระคุณต่อเรา มันมีหลายปัจจัย คุณไม่จำเป็นต้องมุ่งมั่นว่าฉันจะต้องทำตามความฝันเท่านั้น มันก็ต้องมีสมดุล ผมชื่นชมคนที่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง คือการทำให้คนที่เรารัก คนที่รักเรา มีความสุข แต่มันก็ต้องมีสมดุล ถ้ามันทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตต่อได้ ทำอาชีพแล้วเครียดมาก เราก็ต้องจัด อาจจะมาทำสิ่งที่เราอยากทำ แต่ก็เลี้ยงดูเขาได้ด้วย เราก็ตั้งใจทำในทุกๆสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ทำ

สมมติเราอยากเป็นช่างภาพ พ่อแม่อาจจะไม่เข้าใจว่าช่างภาพจะหาเลี้ยงชีพได้ยังไง เราก็ต้องเหนื่อยหน่อยในการพิสูจน์ว่าเราไปทำงานนี้แล้วเราก็ได้เงินนะ เราก็ต้องทำให้เขารู้ว่านี่เราเอาจริง ไม่ได้เป็นความฝันของเด็กๆ อย่างที่เขาเข้าใจ และเราจะทำสิ่งนี้ไม่ใช่เพื่อเราคนเดียว แต่เพื่อครอบครัวด้วย และอย่างที่ผมเล่าตอนแรก ถ้าความฝันของเราที่มีมันไม่ใช่เป้าหมายว่าเราจะต้องเป็นช่างภาพอันดับหนึ่งของโลก เราแค่ชอบถ่ายรูป เราทำงานได่ทันทีเลยนะ เราทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการถ่ายรูป ไม่จำกัด นี่ก็เป็นทางที่จะสามารถจัดสมดุลได้ แต่ถ้าเราไปมองว่าเราจะเป็นอันดับหนึ่งของโลกให้ได้ มันก็อาจจะต้องทอดทิ้งความสุขระหว่างทางไปเยอะมาก ผมบอกได้เลย ผมไม่เคยเห็นช่างภาพอันดับหนึ่งของโลกคนไหนที่ตั้งเป้าหมายแบบนั้น ส่วนใหญ่เขาจะเต้นรำมาเรื่อยๆ ชอบถ่ายรูป ได้ถ่ายรูปแล้วก็บังเอิญได้ไปเจอคนนั้นคนนี้ แล้วค่อยๆไป ผมว่าคนที่เป็นอันดับหนึ่งส่วนใหญ่เขาจะเป็นแนวนี้ ไม่ใช่มาแบบ ฉันจะต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น ทำตาม Passion เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตั้งเป้าหมายว่าฉันต้องเป็นให้ได้มันจะแห้งแล้งนะ แค่คิดว่าฉันจะต้องถ่ายรูปให้ได้ ผมว่ามันอาจจะพาน้องไปไกลกว่าเป้าหมายที่วางไว้ก็ได้

สำหรับน้องๆที่ยังหาความชอบ สิ่งที่ตัวเองหลงใหลไม่เจอ พี่แสตมป์มีวิธีแนะนำอะไรได้บ้าง?

“ผมว่ามันอาจจะยังไม่ถึงเวลาก็ได้นะ ถามว่าทุกคนมีสิ่งที่หลงใหลมั้ย ในความเชื่อของผมก็ไม่ต้องก็ได้นะเพราะคนเราถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน”

ผมว่ามันอาจจะยังไม่ถึงเวลาก็ได้นะ ถามว่าทุกคนมีสิ่งที่หลงใหลมั้ย ในความเชื่อของผมก็ไม่ต้องก็ได้นะเพราะคนเราถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน มันอาจจะไม่ใช่กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง สมมติว่าเวลามีคนมีปัญหามาปรึกษาเรา แล้วเรามีความสุขที่ได้ช่วยเหลือเขา มันอาจจะเป็นความฝันของน้องก็ได้นะ มันอาจจะไม่ใช่เป็นหมอเป็นอะไรก็ได้นะ แต่ได้ช่วยเหลือ สนับสนุนคน ถูกสร้างมาเพื่อให้กำลังใจคนอื่น เราแค่ถูกกำหนดไว้โดยสื่อต่างๆว่าความฝันมีแบบนี้ๆนะ แต่บางทีมันอาจเป็นแค่ความรู้สึกก็ได้นะ รู้สึกว่าได้ทำสิ่งนี้แล้วมีความสุข มีคุณค่าขึ้นมา บางคนชอบกินอาหารมาก มันก็อาจจะเป็น Passion ของเขาก็ได้ ที่ชอบอาหาร เราก็มาดูว่าทำอะไรได้บ้าง

ชอบตรงที่พี่แสตมป์บอกว่าทุกคนมีคุณค่า บางครั้งน้องๆอาจจะไม่รู้จะไปทางไหนต่อ ทำให้เขาไม่รู้ว่าสรุปเขามีอะไรดีบ้าง น้องๆ ควรจะทำยังไงดี?

“ความคิดนี้เกิดเพราะอะไรรู้ไหม เพราะเราชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ความรู้สึกว่าเราไม่มีค่าเพราะเราคิดว่าคนอื่นมีค่ากว่าเรา”

ความคิดนี้เกิดเพราะอะไรรู้ไหม เพราะเราชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ความรู้สึกว่าเราไม่มีค่าเพราะเราคิดว่าคนอื่นมีค่ากว่าเรา ผมย้อนกลับไปทีผมบอกว่าทุกคนไม่มีใครเหมือนกัน และไม่มีทางเหมือนกันได้ คนที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จกว่าเรา ไม่ได้แปลว่าเขามีความสุขกว่าเรานะ เขาอาจจะร้อนรนอยู่ภายในก็ได้นะ ถ้าเป้าหมายน้องคือประสบความสำเร็จให้คนอื่นอิจฉา อันนี้พี่ก็ไม่ห้าม แต่ถ้าเป้าหมายน้องคือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พี่ว่าใช่กว่า ท่องไว้เลยว่าคนเราไม่เหมือนกัน ไม่มีทางเหมือนกัน เราไม่มีทางสำเร็จได้เหมือนเขา และเขาไม่มีทางสำเร็จได้เหมือนเรา เขาไม่มีทางฟินในสิ่งที่เราทำ ไม่อย่างนั้นทุกคนบนโลกก็อยากเป็นเหมือนกันหมด ทุกคนก็อยากเป็น Steve Jobs หมด ทุกคนก็อยากเป็นฮีโร่กันหมด มันก็เลยมีแต่ความทุกข์ คนอยากจะมีฟอลโลวอินสตาแกรมเยอะๆ เราลองมาแข่งกันว่าใครไม่เล่นเนตนานที่สุดดูมั้ย ทุกคนก็มีเส้นทางของตัวเอง เราต้องลืมสิ่งที่สังคมมองว่าคนนี้ดีไปก่อน เพราะสิ่งที่ดีสำหรับเขาอาจจะไม่ดีสำหรับเราก็ได้นะ ทุกคนมีคุณค่าของตัวเอง มีความฟินที่ต่างกัน และศักดิ์ศรีเท่ากันหมด ไม่ว่าคุณจะทำสิ่งไหน ถ้าคุณรู้จักละเมียดกับมัน เราก็สามารถมีความสุขได้

พี่แสตมป์มีคำแนะนำอะไรให้น้องๆ ในการใช้ชีวิตในสังคมดิจิตอลปัจจุบัน?

“อยากให้น้องคิดว่าเน็ตมันเร็ว แต่เราช้าได้ ใจเราไม่ต้องไปตามมัน เห็นมันเร็วเราก็จับเฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์กับเรา มันก็น่าจะเป็นทางที่ทำให้เรามีจุดเด่นเป็นของตัวเอง”

ผมอยู่ในสองยุคนะครับ คือยุคที่มีกับยุคที่ยังไม่มี และผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของความคิดคน ของเด็ก ของเพื่อนผมก็ตาม ผมเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นอาจารย์ เขาบอกว่าเด็กสมัยนี้ที่มาเรียน จะมีสองกลุ่ม กลุ่มที่โฟกัสอะไรไม่ได้เลยเพราะมีอะไรให้ทำอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จะจับอะไรดี ทุกอย่างมันเร็วมาก กับเด็กที่เก่งมาก เก่งอย่างมหัศจรรย์ สมมติ 50 คนจะมีคนที่เก่งมากๆ ประมาณ 3 คน ข้อดีของยุคดิจิตอลคือเราสามารถเห็นทุกอย่างได้ตามใจเรานึก สมัยก่อนที่จะฝึกกีต้าร์พี่ต้องนั่งรถเมล์ไปซื้อโน๊ต ไกลมาก กลับมาก็ต้องนั่งแกะ ซึ่งข้อเสียของมันคือผมได้เห็นอะไรน้อยมาก แต่ผมก็มีเวลาละเมียดกับมัน ผมอยากจะบอกว่าสิ่งนี้มีข้อดีข้อเสีย แต่ถ้าเราไม่ยอมหยิบจับอะไรจากมันเป็นชิ้นเป็นอัน เราก็จะไม่ได้อะไรเลย เราจะได้อะไรแบบงูๆปลาๆเต็มไปหมด และการเป็นผู้เชี่ยวชาญมันจะยากมาก อยากให้น้องคิดว่าเน็ตมันเร็ว แต่เราช้าได้ ใจเราไม่ต้องไปตามมัน เห็นมันเร็วเราก็จับเฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์กับเรา มันก็น่าจะเป็นทางที่ทำให้เรามีจุดเด่นเป็นของตัวเอง ผมว่ามันเป็นข้อได้เปรียบนะ ในขณะที่เด็กยุคผมทุกคนก็จะละเมียดกับมันหมดเลย แต่น้องลองคิดดูว่าน้องเป็นเด็กคนเดียวใน 50 ล้านคนที่ไม่ได้เล่นทวิตเตอร์แต่น้องฝึกกีต้าร์อยู่ น้องจะโดดเด่นออกมาจากรุ่นของน้องขนาดไหน จากการที่น้องมีอำนาจเหนือดิจิตอล

เรื่องดิจิตอลนี้เป็นที่มาของการแต่งเพลงโอมจงเงย?

อันนี้ก็ใกล้กับสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อกี้เหมือนกันนะ คืออินเทอร์เน็ตมันเร็วได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องเร็วตาม เราแค่ใช้ผลประโยชน์จากความเร็ว แต่เราไม่ต้องเป็นทาสมัน อันนี้คือหัวใจของมัน มีช่วงนึงผมนอนไม่หลับ เป็นอาทิตย์เลย เพราะผมซื้อไอแพตมา ผมก็มาวิเคราะห์ว่าทำไมผมถึงนอนไม่หลับ ก็มีช่วงนึงที่ผมอยู่บ้านภรรยาผม แล้วกลับมานอนบ้านแม่ หลังจากนั้นก็นอนไม่หลับ การที่เรามีของพวกนี้อยู่ในมือแล้วไม่เล่นมันนี่ยากนะ ผมเลยฝากเอาไว้แล้วกลับไปนอน กลายเป็นว่านอนหลับ การเล่นอะไรพวกนี้ ข้อมูลมันเข้ามาในหัวเราเยอะมากจนทำให้เราเครียดโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆที่มันเป็นของบันเทิงนะ เป็นสิ่งสวยงามหมดเลย เป็นเพลง เป็นหนัง แต่ผมว่าสมองหรือใจเรามันมีความจำกัดในการรับข้อมูล ผมเลยมีไอเดียว่าเราต้องวางมันลงบ้าง เลยแต่งเพลงโอมจงเงยขึ้นมา

ถ้าเราไม่รู้ว่าเราสบายใจกับการทำ หรือไม่ทำอะไร เราควรจะทำยังไง?

“เราไม่ชอบอะไรเลย อาจเพราะตัวเลือกเราถูกตีกรอบแคบไปหรือเปล่า

เราลองวงมันออกมาว่ามันมีมากกว่านั้นนะเราชอบดมกลิ่นกระดาษเวลาเราซื้อหนังสือใหม่ๆ มันอาจจะนำไปสู่อะไรบางอย่างก็ได้”

ผมก็จะย้อนกลับไปคำพูดแรกของผมอีกว่าคนเราไม่เหมือนกัน เพื่อนเราเจอ Passion ของเขาแล้วคือการชอบเตะบอล แต่ทำไมเราไม่มีของเราบ้างเลย ก็ท่องไว้ว่าคนเราไม่เหมือนกัน เราอาจจะยังไม่เจอตอนนี้ก็ได้ ยิ่งเราไปคาดคั้นมันเราก็อาจจะไม่เจอสิ่งที่เราอยากจะเป็นก็ได้ ผมว่าสบายๆดีกว่านะ มันต้องมีแหละ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรม มันอาจจะเป็นนามธรรม อย่างน้องชอบทะเล ชอบภูเขา ชอบช่วยคน ช่วยหมา ที่เราไม่เจอมันอาจเพราะเราตีกรอบคำตอบมันแคบไป มันไม่ใช่แค่เราไม่ชอบเตะบอล เรียนหนังสือ เลข ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย เราไม่ชอบอะไรเลย อาจเพราะตัวเลือกเราถูกตีกรอบแคบไปหรือเปล่า เราลองวงมันออกมาว่ามันมีมากกว่านั้นนะ เราชอบดมกลิ่นกระดาษเวลาเราซื้อหนังสือใหม่ๆ มันอาจจะนำไปสู่อะไรบางอย่างก็ได้ บางคนชอบกลิ่นน้ำมัน เราก็อาจจะมาดูว่าทำไมเราชอบกลิ่นน้ำมัน เราอาจจะชอบเครื่อบยนต์ก็ได้ บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆในชีวิตก็ได้ อย่าไปตีกรอบมากเกินไป ลองใช้เวลา ใจเย็นๆ ผมว่าบางที Passion อาจจะไม่ได้มาจากความสามารถของเราก็ได้นะ ผมรู้จักคนนึงที่ลูกเขาเกิดมาเป็นออทิสติก แล้วชีวิตเขาก็เบนเข็มไปเลย เขาจะใช้ชีวิตนี้เพื่อช่วยเหลือเด็กออทิสติก มันอาจจะเป็นเหตุการณ์บางอย่างที่มันดลใจเรา ให้เราทำในสิ่งนี้ อย่างก่อนมาผมคุยกับน้องโบว่าทำไมมาทำโครงการนี้ว่าเพราะอะไร น้องโบบอกว่า ตอนแรกก็มามั่วๆ พอเห็นน้องๆมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาขึ้น รู้สึกว่าเขาได้ประโยชน์ รู้สึกมีความสุข บางทีมันไม่ได้มาจากความตั้งใจอยากจะทำงานจิตอาสา ช่วยเหลือคน แต่มันมาเป็นข้อๆ ว่าฉันชอบเห็นคนดีขึ้น ฉันมีความสุข ฉันเลยชอบสิ่งนี้ เจอจุดเล็กๆแล้วค่อยๆเป็นภาพใหญ่ก็ได้ ไม่มีอะไรตายตัว

พี่เรียนสถาปัตย์มา แล้วตอนนี้มาเป็นนักร้อง แล้วสิ่งที่เรียนมานำมาใช้ยังไงบ้างคะ?

“คนเรามันถูกสร้างมาจากสิ่งที่เราผ่านมา”

พี่ว่าทุกๆสิ่งที่เราเรียนมามันก็อาจจะอยู่ในสิ่งที่เราทำโดยที่เราไม่รู้ตัว พี่อาจจะชอบพูดมากเวลาที่เล่นดนตรี หรือเพลงพี่อาจมีการเล่าคอนเซปท์เหมือนตอนส่งอาจารย์ เราไม่ได้ตั้งในลิงค์ แต่คนเรามันถูกสร้างมาจากสิ่งที่เราผ่านมา อย่างทำไม Font ของ Mac จะสวยกว่าของยี่ห้ออื่นๆ ก็เป็นเพราะ Steve Jobs เคยดรอปเรียน ไม่รู้จะทำอะไร เลยไปเรียน Calligraphy  มันก็ทำให้  Mac มีตัวอักษรที่สวยโดยที่ Steve Jobs ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ว่าเขาจะต้องไปเรียนทางนี้เพื่อจะทำให้คอมพิวเตอร์ในอนาคตของเขามี Font ที่สวย แต่ถูกสะสมมาโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นก็กลับไปที่พี่พูดว่าคนเราไม่เหมือนกัน เราอาจจะทำไปโดยที่เราเป็นแบบนี้ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตน้องมีประโยชน์หมด ไม่ว่าจะเป็นความเลวร้าย สิ่งดีๆ คุณครู เพื่อนที่คอยแกล้งเรา ก็หล่อหลอมเราทั้งสิ้น อย่าไปดูถูกว่าสิ่งบางสิ่งไม่มีประโยชน์

สิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ถนัด พี่แสตมป์เลือกอะไรคะ?

“มันก็เกี่ยวข้องกันโดยที่มันไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งนั้น เราสามารถเอาสิ่งที่เราถนัดมาประกอบกับสิ่งที่เราชอบได้”

ผมว่าทำสิ่งที่เราชอบ มันอาจจะไม่ได้ตอบแทนเรา แต่มันก็ไม่ได้เสียหาย สมมติว่าน้องชอบร้องเพลง แต่ร้องเพลงไม่เพราะ แล้วน้องต้องเลิกร้องเพลงเลยหรอ แต่เพราะว่าเราตั้งเป้าหมายไว้ไง ว่าเราชอบร้องเพลง เราต้องเป็นนักร้อง มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ไง เราอาจจะแค่ชอบร้องเพลง เราอาจจะไว้ใช้กล่อมลูกเราในอนาคต เอาไว้ให้เราเข้าใจดนตรีมากขึ้น อาจเป็นเพราะเราชอบศิลปะ มันก็จะมีสิ่งที่นำพาต่อไป ผมว่าสิ่งที่เราชอบจะนำไปสู่สิ่งที่เราถนัดเองโดยที่อาจจะไม่ใช่สิ่งนั้นโดยตรง อย่างผมชอบดูหนังมาก แต่ผมก็เล่นหนังไม่ได้ กำกับหนังไม่เป็น ไม่เคยมีความคิด อาจจะมีเล็กๆแหละว่าอยากจะทำหนัง แต่เราไม่มีพลังพอที่จะดูหนังวันละร้อยเรื่องเพื่อจะศึกษาการกำกับหนัง การชอบดูมันก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ทุกวันนี้ผมเล่นดนตรี สุดสัปดาห์ก็ไปดูหนัง ผมก็จะชอบฟังเพลง Soundtrack ภาพยนตร์ มันก็เกี่ยวข้องกันโดยที่มันไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งนั้น เราสามารถเอาสิ่งที่เราถนัดมาประกอบกับสิ่งที่เราชอบได้

จากที่พี่เคยไม่อยากทำรายการโทรทัศน์ แล้วได้มาทำ The Voice ทัศนคติ ความคิดของพี่เปลี่ยนไปยังไงบ้าง?

ตอนนี้อยากทำ แต่ไม่อยากทำรายการประกวดดนตรี พอเราได้ทำเราก็เรียนรู้ว่าเวลาทำ ผมชอบส่วนไหนของรายการบ้าง ผมชอบพาร์ทที่เราได้แย่งนักร้อง ชอบที่เราได้พูดมุกออกไป ส่วนที่ได้ Entertain แต่ผมไม่ชอบเลยคือพาร์ทที่ต้องมาคัดคนออก ผมก็เลยเรียนรู้ว่ารายการทีวีมันไม่ได้แย่นะ การทำ The Voice ก็ทำให้รู้ว่าผมชอบ Entertain พูดคุยกับคนต่อหน้ากล้อง ตอนนี้ผมก็เลยเลือกแล้วว่าเราจะไม่รับงานประกวดดนตรีเพราะว่าเดี๋ยวผมต้องคัดคนออก แต่เราจะรับงานที่ Entertain คนดู ทำให้เขามีความสุข ถ้าพี่ไม่ลองทำพี่ก็ไม่รู้ว่าพี่ชอบพูดคุยแบบนั้น แต่มันก็จะมีสิ่งที่เราไม่ชอบ แต่เราทนได้อยู่ มันจะมีสิ่งที่เรายังแลกได้ กับสิ่งที่ไม่ชอบเลย ยังไงก็ไม่เอา ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบแล้วปัดทิ้งเลย เพราะมันไม่มีหรอกงานที่เราชอบอย่างเดียว เราก็ต้องมาดูว่าต้องเป็นงานที่ความสุขของเรามันคุ้มที่จะแลกไป

เวลาที่พี่แสตมป์แต่งเพลงแล้วตัน คิดไม่ออก พี่ทำยังไง?

พี่ก็หยุดครับ พี่เคยที่จะดันทุรังที่จะทำ แล้วมันนำมาซึ่งความทุกข์มากเลย ผมย้อนกลับไป ส่วนใหญ่เวลาที่เราคิดไม่ออก ทำไม่ได้ เพราะว่าเราชอบคาดหวัง ผมรู้สึกว่าคนที่ทำงานครีเอทีฟแล้วมีช่วงเขียนไม่ออก ทำหนังไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเขาหมดไอเดียนะ แต่เขาคาดหวังว่างานต่อไปจะเป็น Master  Piece จนเขาไม่กล้าที่จะทำอะไรเลยมากกว่า จุดแก้คือเราต้องยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ เราป่วยได้ แพ้ได้ ทำงานที่แย่ได้ เพียงแต่เราจะนึกออกมั้ย เป็นช่วงที่ทำงานไม่ดีก็มี ถ้าเรารับจุดนี้ได้ว่าทุกคนมีวันที่ขึ้นและวันที่ลง (ซึ่งส่วนใหญ่รับไม่ได้หรอก) เราก็จะทำงานออกมาได้โดยไม่ตัน ส่วนใหญ่งานครีเอทีฟนี่เหมือนไม่ต้องสู้กับใครแต่ต้องสู้กับใจตัวเองยากมากนะ มันเหมือนไม่มีคู่แข่งแต่การเอาชนะอีโก้ภายใน ความอยาก ทรมานมาก หรือว่ายอมรับที่จะแพ้ตัวเองในอดีตก็ได้ จะสังเกตุได้ว่าหลายคนที่ทำงานครีเอทีฟจะเป็นคนบ้าศาสนาด้วย มันจะทำให้เราเข้าใจว่ามนุษย์ไม่ใช่พระเจ้า มีวันที่ไม่ดีได้

สุดท้ายพี่แสตมป์อยากฝากอะไรไว้ให้น้องๆบ้าง?

ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมพูดมันอันตรายไปไหม เพราะผมพูดที่ผมเข้าใจมาในชีวิต อะไรที่ผมพูดแล้วรู้สึกไม่ตรงกับน้อง ไม่เหมาะกับชีวิตน้องก็ไม่ต้องเอาไปใช้ มันเป็นเพียงแค่ข้อเสนอแนะจากสิ่งที่พี่เจอมา น้องคนไหนที่พยายามหาความฝัน หาสิ่งที่อยากทำแล้วรู้สึกว่ายังหาไม่เจอ มันต้องหาให้ทันม.6 เพราะต้องเข้ามหาวิทยาลัย ผมว่าก็ไม่ต้องไปกังวลขนาดนั้น เพราะชีวิตเรามีเส้นทางของมันเอง สิ่งที่สำคัญสุดคือเต็มที่กับปัจจุบัน ตอนนี้เรายังหาสิ่งที่อยากทำไม่ได้ เรามีหน้าที่เรียนหนังสือก็เรียนให้ดีที่สุดไปก่อน ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ มันอาจจะพาให้เราไปเจออะไรบางอย่างก็ได้ แต่อย่างน้อยเราจะได้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกลับมาอยู่แล้วคือพ่อแม่ภูมิใจในตัวน้อง น้องได้ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ ได้เป็นเยาวชนไทยที่ดี มันมีอะไรตอบแทนน้องตลอดเวลา ถ้าน้องเต็มที่กับปัจจุบัน

ติดตามข่าวสารและเข้าร่วมกิจกรรมขยับฝันและฟักฝันเฟสได้ทาง : https://www.facebook.com/fukfunfest/