แนวคิดดีๆ ในการประกอบอาชีพแพทย์ : OPENWORLD – “จิตแพทย์”

นพ. ชยุติ วงศ์เลิศวิศวกร (พี่โป้)

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์

จาก กิจกรรม OPENWORLD: เปิดโลกสายอาชีพแพทย์ วันที่ 24 พฤษภาคม 2558

 

> ค้นพบตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำยังไงถึงรู้ว่าตัวเองอยากจะเป็นหมอ?

“เราก็เลยต้องขวนขวายหาข้อมูล เขามีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เรา เราก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าหน่อย ผมเขียนไปสมัครทุกที่เลยนะ”

ย้อนกลับไปตอนมัธยม ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ห้องคิง ไม่รู้หรอกว่าอยากเรียนอะไร แต่ค่านิยมของคนไทย คนเรียนเก่งเขาก็จะบอกว่าให้เรียนหมอ วิศวะ กฎหมาย หรืออะไรเหล่านั้น ผมไม่รู้หรอก กลัวด้วยเพราะไม่รู้อะไรเลยเกิดไปเรียนแล้วไม่ชอบจะทำอย่างไร เพราะตัวผมเองตอนนั้นเป็นคนที่รักอิสระ ชอบเล่นกีฬา ทำกิจกรรม ถ้าเป็นหมอมันก็ทุ่มชีวิตเราไปส่วนหนึ่งเลยสิ เราก็เลยต้องขวนขวายหาข้อมูล เขามีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เรา เราก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าหน่อย ผมเขียนไปสมัครทุกที่เลยนะ ค่ายอยากเป็นหมอจุฬาฯ ศิริราช มศว. รามา วชิร ไม่มีที่ไหนรับผมเลยสักที่ มีแต่ค่ายเปิดเสื้อกาวน์ของวชิรที่สมัครแล้วติด
คือผมมารู้ตัวเองช้า ก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้สนใจเลย เรียน เตะบอล เล่นไปเรื่อยไม่ได้สนใจว่าเราจะเอนทรานส์เข้าคณะอะไร ไม่ได้มีความสนใจ ม.6 นี่แหละที่เพิ่งจะมาสนใจและขวนขวายเรียนรู้ เพราะรู้สึกว่าต้องมาหาว่าชอบไหม

สมัยนั้นค่ายของวชิรแทบจะเป็นค่ายเดียวเลยที่ให้นอนค้างคืนในโรงพยาบาล โดยนอนในห้องพักของนักศึกษาแพทย์ เพื่อให้เราดูเวลาพี่เขามาเรียนหมอแล้วใช้ชีวิตอย่างไร เราก็ได้เห็นว่า ไม่ได้นอนนี่หว่า วันไหนที่อยู่เวรก็ต้อง ทำงานข้ามคืนนะ คือนอนได้แต่เมื่อไหร่ที่คนไข้มีเหตุฉุกเฉินมาคุณก็ต้องพร้อมที่จะมา, เขาพาไปห้องฉุกเฉินก็เจอคนไข้เลือดโชกเลย  และได้เห็นว่าทำไมชีวิตมันมีแต่เรียนตะบี้ตะบันขนาดนั้น คือ พรีคลินิกมีเวาลาพักนะ แต่เมื่อขึ้นคลินิก เวลาเรียนจะไม่ใช่ 8 โมงเช้าเลิก 4 โมงเย็น กลับบ้านไปกินข้าวกับเพื่อน กับครอบครัว เหมือนที่อื่น 6 โมงยังต้องมาดูคนไข้

ไม่เพียงเท่านั้นยังต้องราวด์วอร์ดแต่เช้าดูว่าคนไข้เป็นอย่างไร แล้วอยู่ถึง 8 โมงเช้าเข้ากิจกรรมต่อ คนไข้มาใหม่ที่รับมาเมื่อคืนอาการเป็นอย่างไร หมอคิดว่าเป็นโรคอะไร แล้วมาราวด์วอร์ดต่อจบช่วงเที่ยง หลังจากนั้น lecture ถึง 4 โมงเย็น ก็ยังไม่ได้เลิกงานนะ ต้องมาราวด์เย็นกับคนไข้ต่ออีก เช็คต่อจากช่วงเช้าที่เราได้ให้ยาเขาไปว่าคนไข้ดีขึ้นไหม แล้วยังต้องเขียนรายงานต่ออีก
ใกล้สอบก็ต้องเตรียมสอบ เตรียมอ่านหนังสือ เตรียมตรวจร่างกาย สอบนู่น สอบนี่ จนเวลาของตัวเองมีน้อยมากจนแทบไม่มีเวลาคิดที่จะทำอะไร

พอเรามาเห็นสิ่งเหล่านี้ก็คิดว่าหนักมาก แต่ในอีกแง่หนึ่งเรากลับรู้สึกว่ามันท้าทาย ถึงแม้เราาจะเหนื่อยตรงนี้แต่สิ่งที่เราได้คือการช่วยเชีวิตคนได้ เราสามารถทำให้ความเจ็บปวดของเขาดีขึ้นได้ มันคุ้ม และตัวเราเองก็ไม่ได้เห็นว่าการอดนอน ไม่ได้นอนสำคัญสำหรับชีวิต โอเคช่วงที่เรียนมันอาจจะเหนื่อยแต่เขาก็เป็นกันได้ เพราะฉะนั้นมันคงไม่ใช่เป็นแล้วแย่ไปเลย

บวกกับตัวเราหนักเอาเบาสู้อยู่แล้ว พอมาเรียนในสังคมตรงนี้เลยรู้สึกว่าชอบ ก็เลยมุ่งมั่นว่าเราอยาจะเป็นแพทย์ อยากที่จะเป็นอะไรที่ช่วยคนอื่นได้ และดูมีความมั่นคงในอาชีพ
และอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือ ความภูมิใจของคนในครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ไม่เคยบังคับเราเลยครับ แต่พอเราได้มาเป็นแพทย์แล้วจุดหนึ่งที่เห็นคือ เขาภูมิใจในความเป็นเรา เขารู้สึกดีที่ลูกที่เขาดูแลมาสามารถมีหน้าที่การงานที่ดีและสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ ไม่ไช่เรื่องเงินด้วย มันก็เลยทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจ

พี่มีความเชื่อหรือหลักยึดอะไรที่ใช้ในการประกอบอาชีพ?

“มันรู้สึกว่าสิ่งเล็กๆ ที่เราทำมันช่วยเขาได้มากเลยนะ ผมเลยไม่ได้มองว่าตัวเองเหมาะแค่ไหน แต่ผมสุขใจที่ได้ทำมัน”

ถามว่าเราเหมาะหรือเปล่า ตรงนี้คงต้องถามคนไข้ของผมเอง ตรงนี้ผมไม่รู้หรอก ผมรู้แต่ว่าเวลาทำแล้วผมมีความสุขกับมัน ผมรู้สึกดีที่ผมได้นั่งฟังคนไข้และช่วยเหลือพวกเขา ผมรู้สึกโอเคที่เขาเดินออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม และกลับมาพร้อมกับคำว่าเขาดีขึ้น ขอบคุณหมอมากเลยที่ช่วยเขาในวันนั้น
สิ่งเหล่านี้แหละครับมันเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นแล้วมันรู้สึกดี ขนมันลุก  มันรู้สึกว่าสิ่งเล็กๆ ที่เราทำมันช่วยเขาได้มากเลยนะ ผมเลยไม่ได้มองว่าตัวเองเหมาะแค่ไหน แต่ผมสุขใจที่ได้ทำมัน รู้สึกมีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ผมพอใจแล้ว

>ช่วยฝากถึงน้องๆ ว่าสิ่งแรกที่ต้องลงมือทำเพื่อให้ไปถึงฝันสำหรับการจะโตไปประกอบอาชีพนี้?

“ไม่มีอะไรจะดีเท่ากับการอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด เพราะถ้าเราอยู่กับมันได้ดี อนาคตไม่ต้องพูดถึง มันจะดีอยู่แล้ว และถ้าเราอยู่กับมันได้ดี เมื่อต้องมามองย้อนกลับไปเราจะได้ไม่ต้องไม่เสียใจกับมัน”

สิ่งที่ยึดอยู่ตลอดเวลา คือ คนเราจะคิดอยู่ 2 อย่าง อย่างแรก คือเรื่องที่ยังไม่เกิดว่ามันจะแย่อย่างนั้น อย่างนี้ หรือถ้าเราทำแล้วจะเป็นอย่างไร อย่างที่สอง คือเรื่องที่ผ่านมาแล้วว่าเราไม่น่าทำอย่างนั้นเลย เราอยากจะแก้
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เรามองเสมอ คือ วันนี้ ปัจจุบันนี้ การมองอดีตและการคิดถึงอนาคตในบางมุมมันอาจจะสำคัญในการตัดสินใจ แต่ไม่มีอะไรจะดีเท่ากับการอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด เพราะถ้าเราอยู่กับมันได้ดี อนาคตไม่ต้องพูดถึง มันจะดีอยู่แล้ว และถ้าเราอยู่กับมันได้ดี เมื่อต้องมามองย้อนกลับไปเราจะได้ไม่ต้องไม่เสียใจกับมัน

เพราะฉะนั้น มุ่งมั่นอยู่กับปัจจุบัน และทำมันให้ดีที่สุด


สนใจข้อมูลอาชีพแพทย์จิตเวช : https://www.a-chieve.org/information/detail/psycologist/

รู้จักกิจกรรม OPENWORLD ให้มากขึ้น : https://www.a-chieve.org/experience/openworld

ทีมงาน a-chieve ขอขอบคุณพี่ๆ ต้นแบบอาชีพใจดีทุกท่าน มา ณ ที่นี้ด้วย