แนวคิดดีๆ ในการประกอบอาชีพแพทย์ : OPENWORLD – “แพทย์ด้านจุลชีวะ”

นพ. ตะลันต์ เทพอารีย์ (พี่ตะลันต์)
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีวะ

จาก กิจกรรม OPENWORLD: เปิดโลกสายอาชีพแพทย์ วันที่ 24 พฤษภาคม 2558

> ค้นพบตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำยังไงถึงรู้ว่าตัวเองอยากจะเป็นหมอ?

“เราอยู่เวรตอนดึก ตอนนอนเราก็อุตส่าห์เอาหัวไปไว้ข้างโทรศัพท์ พอเสียงมาเรากลับไม่ตื่น จนเพื่อนที่นอนอยู่หอเดียวกันตองเอาเท้าเขี่ยให้ตื่น นี่แหละ คือ จังหวะที่รู้ตัวว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่องานแบบนี้”

จริงๆ ไม่เคยรู้ว่าตนเองอยากเป็นหมอ ค่อนข้างจะกลางๆ ไม่ได้อยาก ไม่ได้ต่อต้าน ที่บ้านเขาก็อยากให้เรียน เราก็เออออตาม เพราะไม่ได้เกลียด มันก็ดูเป็นอาชีพที่มีเกียรติดี การเรียนเราก็โอเค ก็เลยสอบได้ เข้ามาได้ก็เรียนตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ

ไม่ได้มีการค้นพบตัวเองทางด้านการแพทย์ แต่มันก็มีช่วงที่ค้นพบตัวเองว่าอยากมาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากกว่า อยากมาอยู่เบื้องหลัง มาอยู่ด้านการวิจัย หรืออยู่ในด้านการเรียนการสอนอะไรแบบนี้ ก็ในตอนขึ้นวอร์ดตอนปี 6 มันเหนื่อยจริงๆ ณู้สึกว่าความถึกเรามันสู้ไม่ไหว รวมกับว่าเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ นั่นคือ อดนอนคืนนึงแล้วก็ทำงานต่อ ตลอด 24 ชั่วโมง คนอื่นเขาทำได้แต่เรารู้สึกว่าเราทำไม่ได้

เราอยู่เวรตอนดึก ตอนนอนเราก็อุตส่าห์เอาหัวไปไว้ข้างโทรศัพท์ พอเสียงมาเรากลับไม่ตื่น จนเพื่อนที่นอนอยู่หอเดียวกันตองเอาเท้าเขี่ยให้ตื่น นี่แหละ คือ จังหวะที่รู้ตัวว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่องานแบบนี้

แต่เราก็ยังชอบเรื่องวิชาการทางการแพทย์ การเจอคนไข้เราก็ชอบ แต่เรื่องระบบทำงานแล้วมันไม่ไหว
ตอนเราลือกใช้ทุนก็เพิ่งจะรู้ว่ามันมีด้วยว่ามีการใช้ทุนมาอยู่ที่ส่วน pre คลินิก และยิ่งพอได้คุยกับอาจารย์ก็ยิ่งรู้ว่ามันใช่ เพราะการทำงานมันเป็นแบบแผน เราสามารถวางแผนได้ว่าเราจะทำอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร กลางคืนก็มีเวลานอน แล้วเราก็ไม่เสียความรู้ทางวิชาการแพทย์ไป เราสามารถนำความรู้ทางการแพทย์มาใช้ด้วยซ้ำ

วันหนึ่งวัน ถ้าคุณเป็นหมอ ตรวจคนไข้ 30 คน คือ อึดสุดแล้วนะ แต่ถ้าคุณฝึกหมอได้ 10 คน เท่ากับคุณตรวจคนไข้ทางอ้อมได้ 300 คนนะ ก็เลยคิดว่ามันเป็นการนำความรู้ทางการแพทย์มาใช้ประโยชน์ได้อีกแบบหนึ่ง นั่นคือ ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย

> พี่มีความเชื่อหรือหลักยึดอะไรที่ใช้ในการประกอบอาชีพ?

“เวลาเราทำอะไรก็นึกถึงคนอื่น คนอื่นมีความต้องการอะไรที่เราสามารถไปเติมเต็มให้ได้หรือไม่”

ถ้าในเชิงศาสนา พี่เป็นคริสเตียน ศาสนาก็สอนตลอดว่าเราต้องช่วยเหลือคนอื่น จริงๆ ทุกศาสนาก็คงสอนแบบนี้ ส่วนศาสนาคริสต์เขาจะใช้คำว่ารับใช้ เวลาเราทำอะไรก็นึกถึงคนอื่น คนอื่นมีความต้องการอะไรที่เราสามารถไปเติมเต็มให้ได้หรือไม่

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปลำบาก ลำเค็ญ มันก็ไม่ใช่ แต่ให้ดูในการใช้ชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ มันก็ทำเพื่อคนอื่นได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในงานไหน อาชีพไหนก็ตาม อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บางคนตรวจคนไข้ทุกวัน 

> ช่วยฝากถึงน้องๆ ว่าสิ่งแรกที่ต้องลงมือทำเพื่อให้ไปถึงฝันสำหรับการจะโตไปประกอบอาชีพนี้?

“สำคัญก็คือ เราควรจะศึกษาข้อเสียไว้แล้วดูว่าเรารับมือกับมันได้ไหม เพราะหลายๆ ครั้งเรารัูว่าเราชอบอะไรก็ตรงข้อเสียนี่แหละ”

ถ้าพูดถึงแพทย์ก่อนอื่นเลยต้องลองมาสัมผัสดู แล้วตัดสินใจว่าเราจะรับได้หรือไม่ ถ้าเรื่องทางจุลชีวะ ก็แนะนำว่าให้มาดูว่าใน lab เขาทำอย่างไร งานวิจัยทำอย่างไรบ้าง สำคัญก็คือ เราควรจะศึกษาข้อเสียไว้แล้วดูว่าเรารับมือกับมันได้ไหม เพราะหลายๆ ครั้งเรารัูว่าเราชอบอะไรก็ตรงข้อเสียนี่แหละ
มันก็เหมือนหาแฟน เราก็ต้องลองคบกันก่อน ไม่มีใครเจอหน้ากันแล้วแต่งงานกันเลย


สนใจข้อมูลอาชีพแพทย์ด้านจุลชีวะ : https://www.a-chieve.org/information/detail/แพทย์จุลชีวะ

รู้จักกิจกรรม OPENWORLD ให้มากขึ้น : https://www.a-chieve.org/experience/openworld

ทีมงานธุรกิจเพื่อสังคม a-chieve ขอขอบคุณพี่ๆ ต้นแบบอาชีพใจดีทุกท่าน มา ณ ที่นี้ด้วย