“เงียบ” ไม่ได้แปลว่า “ได้”

สำหรับบางคน การพูดคุยเรื่องเซ็กส์อาจเป็นเรื่องยากและน่าอึดอัดใจ แต่รู้ไหมว่า การพูดคุยเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันความรุนแรงทางเพศไม่ให้เกิดขึ้นได้ เพราะเพศสัมพันธ์ รวมถึงการกระทำหรือกิจกรรมทางเพศอื่นๆ เช่น การกอด การแตะเนื้อต้องตัว หรือแม้กระทั่งคำพูดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ จะต้องทำงานร่วมกับความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายเสมอ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกไม่ยินยอมก็จะนำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศหรือการข่มขืนนั่นเอง

หากลองทบทวนจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราอาจพบว่า ในโรงเรียนหรือตำราเรียนมีการพูดถึง “Consent” หรือ “ความยินยอม” น้อยมาก ทำให้หลายๆ คนมีความเข้าใจเกี่ยวกับความยินยอมที่ไม่ถูกต้อง เช่น การที่อีกฝ่ายเงียบหรือไม่ปฏิเสธ แปลว่าอนุญาตให้ทำได้ เพราะอาจมีภาพจำว่า การขัดขืน ไม่ยินยอมจะต้องได้ยินอีกฝ่ายพูดว่า “ไม่” ออกมาดังๆ เท่านั้น

 

เนื่องในเดือนเมษายนนี้ เป็นเดือนแห่งการตระหนักรู้เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ หรือ Sexual Assault Awareness Month (SAAM) มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้และปลุกจิตสำนึกเกี่ยวกับการล่วงละเมิดและการป้องกันความรุนแรงทางเพศให้กับทุกคน a-chieve จึงขอนำความเข้าใจเกี่ยวกับ #Consent หรือ #ความยินยอม ในการมีเพศสัมพันธ์มาแบ่งปันกัน เพื่อให้ได้ตรวจสอบตัวเองทุกครั้งก่อนเกิดกิจกรรมทางเพศใดๆ ว่าเรากำลังล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่น หรือเรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศ และมีแนวทางการปฏิบัติเล็กๆ น้อยๆ เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ มาฝากกันด้วยค่ะ

Consent คืออะไร
Consent หรือ ความยินยอม สามารถเรียกได้ว่าเป็น “ข้อตกลง” หรือ “การอนุญาต” ในการร่วมกิจกรรมทางเพศกับบุคคลอื่น ซึ่ง #ความยินยอมจะต้องเป็นความยินยอมตกลงทั้งสองฝ่าย จะมีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ยินยอมไม่ได้ และขณะพูดคุยทำความตกลงเรื่องความยินยอมกันนั้น ผู้ให้ความยินยอมจะต้องอยู่ในสภาวะที่มีอิสระในการตัดสินใจ ไม่ถูกบังคับข่มขู่ และมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
***เมื่อไหร่ที่กระทำกิจกรรมทางเพศโดยปราศจากการยินยอม จะเรียกว่า การล่วงละเมิด ทันที

แบบไหนเรียกว่า “ยินยอม”
1. “ได้” หมายความ ได้
ความยินยอมต้องมีความชัดเจน มีการแสดงออกผ่านทางคำพูดชัดเจนที่บอกว่า “ได้” เพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจและรับรู้ว่าสามารถกระทำได้ และสภาพจิตใจทั้งสองฝ่ายโอเคที่จะทำให้เกิดขึ้น ความเงียบไม่ใช่การยินยอม อย่าคิดไปเองว่าการเงียบแปลว่า การเขินอายหรือยินยอม ทั้งนี้อาจดูภาษากายประกอบ อย่างการสบตา การพยักหน้า

2. “ตกลง” เป็นครั้งๆ ไป
เราต้องถามความยินยอมจากอีกฝ่ายทุกครั้งเสมอก่อนการมีเพศสัมพันธ์ การตอบตกลงในครั้งแรก ไม่ได้หมายความว่า ครั้งอื่นๆ ก็ตกลงด้วย เราสามารถปฏิเสธครั้งถัดไปได้หากรู้สึกไม่พร้อม รวมถึงขณะมีเพศสัมพันธ์ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าไม่สบายใจ ไม่ปลอดภัยหรือไม่ต้องการจะทำแล้ว ก็มีสิทธิ์สามารถยุติและปฏิเสธได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

3. “ตกลง” ขณะสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
การขอความยินยอมจากผู้อื่น จะต้องได้รับความยินยอมขณะที่คนๆ นั้นมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ หากมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ แม้จะได้รับคำตอบว่า “ได้” ก็ถือว่า ไม่ได้รับการยินยอมในการมีเพศสัมพันธ์
เพราะฉะนั้น หากอยู่ในอาการมึนเมาจากแอลกฮอล์ อาการป่วยไข้ หรืออยู่ในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นไม่ถือว่าเป็นการยินยอมพร้อมใจโดยสมบูรณ์ และจะถือว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ

4. “ตกลง” แบบ “สมัครใจ”
การให้ความยินยอม จะต้องเป็นไปโดยสมัครใจ ไม่ถูกบังคับ ข่มขู่ หรือทำให้ไม่สะดวกใจที่จะปฏิเสธ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่เพียงการทำร้ายร่างกายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการพยายามตื๊อซ้ำๆ ขอร้องซ้ำๆ พูดย้ำให้อีกฝ่ายยอมมีเพศสัมพันธ์ด้วย แม้จะเคยถูกปฏิเสธไปแล้วว่าไม่ต้องการ การยินยอมจะต้องเป็นไปด้วยการตัดสินใจที่อิสระเสรี รู้สึกสบายใจและไม่กังวลว่าหากปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์แล้วจะต้องสูญเสียความสัมพันธ์หรือถูกทำร้าย

 

สัญญาณไฟแดงที่แปลว่าอีกฝ่าย “ไม่ยินยอม”
1.ไร้ความสามารถในการตกลง
หากอีกฝ่ายกำลังหลับ หมดสติ หรืออยู่ในสภาวะมึนเมาจากแอลกฮอล์หรือสิ่งเสพติด หรือเป็นผู้บกพร่องทางการรับรู้ ไม่ถือว่าเป็นการยินยอมที่จะมีกิจกรรมทางเพศ แม้จะตอบว่า “ได้” หรือ “ไม่ขัดขืน” ก็ตาม

2.ตกลงเพราะความกลัว
หากอีกฝ่ายตอบตกลง เพราะถูกข่มขู่ด้วยวาจา การกระทำ หรือใช้อำนาจบางอย่าง เช่น เป็นครู เป็นญาติ เป็นผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพในสังคม ไม่ถือว่าเป็นการยินยอม

3. เปลี่ยนใจ แม้ก่อนหน้านี้จะตอบตกลง
หากขณะกระทำกิจกรรมทางเพศ มีฝ่ายที่รู้สึกว่าไม่ต้องการจะทำแล้ว ก็ต้องหยุดทันที ไม่สามารถใช้ข้ออ้างว่าเคยอนุญาตให้ทำได้ในครั้งแรกมาเป็นข้ออ้าง

4. นิ่ง เงียบ ไม่ขัดขืน
การนิ่ง เงียบ ไม่ปฏิเสธ ไม่ได้แปลว่ายินยอม หลายคนเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือรู้สึกไม่สบายใจ จะเข้าสู่ภาวะร่างกายแข็งทื่อ ขยับตัวไม่ได้ หรือไม่กล้าพูดปฏิเสธออกไป เพราะฉะนั้นหากไม่มั่นใจ ให้ถามความยินยอมก่อนทุกครั้ง

5. ภาษากายที่แสดงออกถึงการไม่ยินยอม
เช่น การผลักออก ปัดป้อง สะบัด ถอยหนี เบือนหน้าหลบ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงอาการเขินอายแต่อย่างใด แต่หมายถึงความไม่ต้องการ ไม่สะดวกใจ รู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะมีเพศสัมพันธ์

6. ไม่มั่นใจ ก็คือ ไม่
หากอีกฝ่าย ไม่ตอบอย่างชัดเจนว่า ทำได้ หรือตกลง หรือ “ฉันโอเค” แต่ตอบด้วยการปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงที่มั่นใจหรือไม่มั่นใจก็ตาม ถือว่าอีกฝ่ายไม่ยินยอม ทั้งนี้ อีกฝ่ายอาจไม่ปฏิเสธด้วยคำว่า “ไม่” เสียทีเดียว แต่อาจมีกลุ่มคำที่แสดงถึงความไม่มั่นใจ ไม่ต้องการ เช่น “เราไม่มั่นใจ..” “เราอยากทำนะ..แต่..” “หยุด” “เราไม่รู้” ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย หรือชวนให้ทำอย่างอื่นก็ถือว่าเป็นการปฏิเสธ การพยายามตื้อให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจจาก “ไม่” เป็น “ได้” ไม่ถือว่าเป็นการยินยอมเพราะเป็นการตอบรับอย่างไม่สมัครใจ

7. มีใจ ไปเดท ดูหนัง หยอกล้อ ไม่เท่ากับ ยินยอม
“ไปดูหนังที่ห้องเราไหม” คำถามนี้แม้อีกฝ่ายจะตอบตกลงว่าไป ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยินยอมที่จะมีกิจกรรมทางเพศ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นขณะสานสัมพันธ์ เช่น การทานข้าว ไปเที่ยวด้วยกัน ไปเดท หรือการพูดคุยหยอกล้อ
หลายคนชอบคิดว่า การที่อีกฝ่ายยอมไปไหนมาไหนด้วย หรือทำกิจกรรมร่วมกันถือเป็นการไว้วางใจและยอมให้มีเพศสัมพันธ์ แต่โปรดจำไว้ว่า ต่อให้บรรยากาศเป็นใจแค่ไหน ถ้าอีกฝ่ายไม่แสดงออกว่า “ได้” ก็คือ “ไม่ได้”

8.เป็นคู่รัก ก็จำเป็นต้องขอ ความยินยอม
หลายคนอาจเข้าใจว่าเมื่อตกลงปลงใจเป็นแฟนกันแล้วหรือแต่งงานกันแล้ว การขอความยินยอมในการมีเพศสัมพันธ์คงไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน การขอความยินยอมยังคงจำเป็นในทุกสถานะความสัมพันธ์

 

เพราะกิจกรรมทางเพศที่ดีต้องเกิดจากความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย และเกิดขึ้นท่ามกลางความพึงพอใจ เพื่อแบ่งปันความสุข ความรัก หรือความผ่อนคลายร่วมกัน ไม่ใช่สร้างความพึงพอใจให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพศสัมพันธ์และกิจกรรมทางเพศอื่นๆ ไม่ใช่เครื่องมือแสดงออกถึงความรัก ความผูกพันเสมอไป โปรดสำรวจความรู้สึกและความต้องการของตนเองก่อนให้ความยินยอมกับใคร เพราะไม่ควรมีใครต้องพิสูจน์คุณค่าของตนเองด้วยการมีกิจกรรมทางเพศที่ตนเองไม่ต้องการ

 

 

อ้างอิง
https://bit.ly/3uRpYvm

 

#achieveอาชีพที่ใช่ชีวิตที่ชอบ
#ดูแลใจ #MentalHealth #Consent #ความยินยอม #SexualAssaultAwarenessMonth #SAAM