พื้นที่ปลอดภัยคืออะไร

พื้นที่ปลอดภัยคืออะไร

Comfort zone, Safety zone, Safe zone ฯลฯ เชื่อว่ามีใครหลายคนเคยได้ยินคำเหล่านี้ จนบางทีก็เริ่มไม่แน่ใจว่าตกลงแล้ว “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เราใช้สื่อสารกันในงานพัฒนาและสนับสนุนเด็ก เยาวชน ครู ผู้ปกครอง ให้เกิดการเรียนรู้และเคิบโต ควรใช้คำไหนกันแน่ เพราะความหมายและบริบทที่ใช้บางทีก็ดูใกล้เคียงกัน บางครั้งมีจุดเชื่อมที่ให้ความหมายเหมือนกัน แต่บางครั้งก็ดูเหมือนจะเป็นคนละคำกันเลย อาทิเช่น

– “Comfort zone เป็นพื้นที่ทั้งในเชิงกายภาพและในเชิงของจิตใจ หรืออาจเป็นพื้นที่ด้านอื่นๆ ของชีวิตเรา ที่เราอยู่แล้วรู้สึกปลอดภัยและสบายใจ เป็นได้ทั้งสถานที่ เป็นบ้าน เป็นห้องนอน บางคนบ้านยังไม่ใช่ Comfort Zone ของตัวเอง ต้องเป็น “ห้องนอน” เราถึงจะเรียกว่า Comfort Zone บางคนการเป็นพนักงานประจำนี่คือ Comfort Zone ไม่อยากเป็นหัวหน้าด้วย อยากให้มีคนสั่ง การได้ทำอย่างเดียวนี่แหละคือ Comfort Zone ” [https://bit.ly/3A8Lmgw]
– “Comfort Zone หรือ โซนสบาย เป็นโซนหรือสภาวะที่คุณคุ้นเคย รู้สึกสบาย และรู้สึกปลอดภัย เป็นโซนที่คุณคุ้นเคยและรู้ดีว่าทำอะไรแล้วจะได้อะไร คุณจึงไม่จำเป็นต้องปรับตัวอะไรในโซนสบายนี้ คุณสามารถทำเรื่องเดิมๆซ้ำๆและหวังผลลัพท์เดิมๆซ้ำๆได้ในโซนนี้ Comfort Zone ของคุณอาจจะเป็นเรื่องทั่วๆไป เช่น เรื่องการทำงาน ชีวิตประจำวัน การทำงานในหน้าที่ประจำวันที่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปคุณจำต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง เช่น จะต้องได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นระดับหัวหน้างาน สิ่งนี้อาจจะทำให้คุณรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ไม่อยากจะต้องปรับตัวเพื่อรับสิ่งใหม่ๆถึงแม้มันจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหรืออาจจะมีสิ่งที่ดีกว่าสำหรับคุณ” [https://bit.ly/3tCqKfy]
– “Psychological Safety ความปลอดภัยทางจิตวิทยา หรือ พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด เป็นแนวคิดหนึ่งของหลักการบริหาร โดย ศาสตราจารย์ William A, Kahn จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ในช่วงปี 1990 ที่มองว่าหลายๆ ครั้งเราจะพบว่าสาเหตุหนึ่งที่คนตัดสินใจจะไม่เข้ามามีส่วนร่วมหรือไม่แสดงความคิดเห็น ไม่ใช่เพราะคนเหล่านั้นไม่มีความเห็นหรือไอเดีย แต่เป็นมุมมองที่พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัยหรือรู้สึกไม่สบายใจที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมา จึงเลือกที่จะอยู่นิ่งเฉยเสียมากกว่าที่จะแสดงความเห็นให้คนอื่นรู้ ซึ่งสภาวะเช่นนี้อาจจะทำให้องค์กรสูญเสียความคิดดีๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นหรือความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือองค์กรควรสร้างให้เกิดวัฒนธรรมที่คนในองค์กรรู้สึกปลอดภัยมากพอที่เขาจะเชื่อว่าตนเองสามารถพูดหรือแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่กังวลว่าจะถูกตำหนิหรือลงโทษ” [https://bit.ly/3FCkeb4]
– “Safety Zone หมายถึง พื้นที่ที่มีการปราศจากความรุนแรงในพื้นที่ขัดแย้ง (ความปลอดภัยที่อยู่ในพื้นที่สงคราม) ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ให้เรารู้สึกปลอดภัยทางกายภาพเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมของผู้คนในที่นั้นๆ ให้เอื้อต่อการสร้างความปลอดภัยและความสบายใจในการดำเนินชีวิต และการแสดงความคิดเห็นด้วย” [https://bit.ly/3IcFMfY]
– Safe Zone คือพื้นที่ที่เรารู้สึกปลอดภัยจากการตัดสิน จากสายตาคนภายนอก พื้นที่ที่ปราศจากการกล่าวโทษต่อว่าตัวเอง พื้นที่ที่ทำให้เราพร้อมยอมรับการเป็นคนธรรมดาที่สามารถเจอสภาวะท้อ เสียใจ โกรธได้ แต่ไม่ส้รางความเดือดร้อนให้คนอื่น พื้นที่ที่เรารู้สึกว่ามีสภาวะที่สบายในการยอมรับทุกอย่างที่เป็นเรา แต่ Safe zone อาจทำให้เราคุ้นเคย จนไม่กล้าเผชิญปัญหา” [https://bit.ly/3FBmWNJ]

 

สำหรับ a-chieve ที่มีเป้าหมายอยากสร้างวัฒนธรรมและขยายแนวคิดเรื่องพื้นที่ปลอดภัย (Safe zone) และทำงานขับเคลื่อนเรื่องนี้มากว่า 10 ปี เรามองว่า พื้นที่ปลอดภัย คือพื้นที่ที่คนอยู่แล้วสามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ สามารถแสดงความรู้สึก ความคิดเห็น แนวคิดต่างๆ ได้โดยไม่ต้องกลัวถูกตัดสินผิด-ถูก ดี-ไม่ดี เป็นพื้นที่ความสบายใจ ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ท้าทาย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อเราอยู่รวมกัน เมื่อเรามีสิทธิ เสรีภาพ ในการเป็นตัวเอง และแสดงความเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา ย่อมเกิดเป็นสังคมแห่งความแตกต่างหลากหลาย แต่เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเหมือนกันเสมอไป เราสามารถเห็นต่างกันได้ พื้นที่ที่มีความปลอดภัยมากพอ จะท้าทายและผลักดันให้เรากล้าเผชิญหน้าเพื่อแลกเปลี่ยน ถกเถียง สามารถเกิดการปะทะได้ สั่นสะเทือนได้ แต่ยังคงปลอดภัย หมายถึง เมื่อเกิดความขัดแย้ง เราจะพร้อมก้าวออกมาทำความเข้าใจแบบไม่มีอคติใดๆ เมื่อได้เรียนรู้ ได้บทเรียน ได้ตกตะกอนทบทวนตัวเอง ก็จะเกิดกระบวนการที่นำไปสู่การเติบโตภายในต่อไป

คำว่า “พื้นที่ปลอดภัย” ในที่นี้ มีได้ทั้งในระดับบุคคล คือ เพื่อนกับเพื่อน ครูกับนักเรียน พ่อแม่กับลูก ฯลฯ และระดับชุมชนอย่างห้องเรียน โรงเรียน แผนก ที่ทำงาน หน่วยบ่มเพาะต่างๆ เป็นต้น ความเป็นพื้นที่ปลอดภัยนี้ถือเป็นหลักสากลที่ไม่จำกัดเพศ ช่วงวัย ชาติพันธุ์ ความเชื่อ ฐานะบทบาท หรือมาตรฐานทางสังคม ทุกคนมีสิทธิ์อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยได้ และทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างและรักษาพื้นที่ปลอดภัยนี้ร่วมกัน

ทำไมพื้นที่ปลอดภัยจึงสำคัญ

นอกจากปัจจัย 4 แล้ว อาจเรียกได้ว่าพื้นที่ปลอดภัยเป็นความต้องการพื้นฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะถือเป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้เรามีสิทธิ์ในการได้เป็นตัวของตัวเอง ในขณะเดียวกันเราก็ได้รับการยอมรับในแบบที่เราเป็นจริงๆ จุดนี้เองที่ช่วยเสริมสร้าง Self-Esteem (การเห็นคุณค่าในตัวเอง) ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่ทำให้บุคคลเชื่อมั่นในตัวเอง รับรู้คุณค่าในตัวเอง เชื่อว่ามีโอกาสและความเป็นไปได้ ในระดับที่ทำให้เรากล้าริเริ่ม ทดลอง ลงมือทำ และเรียนรู้ ทักษะนี้สามารถพัฒนาและต่อยอดไปถึงทักษะอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น Self-awareness (การเท่าทันตัวเอง), Critical Thinking (การคิดอย่างมีวิจารณญาณ) เป็นต้น

พื้นที่ปลอดภัยมีส่วนสำคัญในการหนุนเสริมเด็กและเยาวชน
เมื่อพื้นที่ปลอดภัยมากพอ ในรูปแบบของผู้ปกครอง ครู รุ่นพี่ กลุ่มเพื่อนในห้องเรียน จะทำให้เด็กๆ ได้กล้าเป็นตัวของตัวเอง กล้าสื่อสาร แสดงความคิดเห็น พร้อมเผชิญหน้าเมื่อพบความเห็นต่าง เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองและเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ คุณสมบัติเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่จะต่อยอดต่อไปจนพวกเขาสามารถรู้จักตัวเองมากขึ้น และสามารถออกแบบทางเลือก เส้นทางในอนาคตที่เหมาะสมกับตัวเองและบริบทแวดล้อมได้

พื้นที่ปลอดภัยมีส่วนช่วยโอบอุ้มประคับประคองจิตใจคนทุกเพศทุกวัย
ยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สภาพสังคมมีความท้าทายที่สูงขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น คาดคั้นเราด้วยมาตรฐานบางอย่าง ที่ทำให้เราต้องทำให้ดี ต้องประสบความสำเร็จ ต้องทำได้ ต้องเข้มแข็ง ต้องสร้างประโยชน์ให้ชุมชนหรือองค์กรของเราได้ ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยี สื่อโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ ก็มีส่วนกระตุ้นให้คนเราตัดสินกันไวขึ้นเพียงแค่คลิกปุ่มเดียว จนไม่ทันหันมาให้ความสำคัญกับการเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกัน ใครหลายคนที่ตกหล่นจากกระแสและความสนใจของสังคมคนรอบตัว มีแนวโน้มจะเกิดความรู้สึกเครียด กดดัน ขาดความมั่นใจ ไม่เชื่อมั่นในตัวเองและโลก ทักษะการอยู่ร่วมกัน การมีสัมพันธ์กับคนในสังคมลดน้อยลง หากเป็นเช่นนี้ในระยะยาวอาจนำไปสู่การเกิดภาวะซึมเศร้าหรืออาการป่วยทางจิตเวชได้
อย่างไรก็ดี หากในครอบครัว ห้องเรียน โรงเรียน หรือที่ทำงานมีวัฒนธรรม แนวคิดเรื่องพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกฝ่ายเข้าใจและมีส่วนร่วมกัน นอกจากจะเป็นพื้นที่ที่ได้ดูแลกันและกันแล้ว ยังจะเป็นพื้นที่ที่คนได้แสดงศักยภาพสูงสุงของตัวเองด้วย

 

อยากสร้างพื้นที่ปลอดภัยทำยังไงดี
มีวิธีการหรือ How-to ให้สืบค้นเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ มากพอสมควร แต่ก่อนจะกระโดดไปลงมือทำ มีสิ่งสำคัญ 3 ข้อที่ควรต้องมีก่อนหากอยากสร้างพื้นที่ปลอดภัย คือ
1. ตั้งเป้าหมายให้ชัด ด้วยความเชื่อมั่นในมนุษย์และการเห็นคุณค่าของการมีพื้นที่ปลอดภัย
ฐานคิดสำคัญแรกเริ่มที่ควรมีคือ การกลับมาทวนตัวเองก่อนว่า ตัวเรานั้นเชื่อในศักยภาพการเรียนรู้และเติบโตด้วยตัวเองของมนุษย์มากน้อยแค่ไหน มนุษย์ในที่นี้หมายถึงทั้งเราและคนอื่นๆ รอบตัวเรา ที่อาจเป็นเพื่อนสนิท คนรัก ไปจนถึงคนที่เราอาจไม่ชอบหน้า หรือมีความเห็นบางอย่างที่ขัดแย้งกัน ลองตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนด้วยการถามตัวเองก่อนว่า เพราะเหตุใดเราจึงอยากสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้เราเองมีพลังความมุ่งมั่นในการไปต่อบนเส้นทางการสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ เช่น “ฉันอยากสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้นักเรียนในห้องได้เรียนอย่างมีความสุข รู้จักตัวเอง และมีเป้าหมายในอนาคต” เป็นต้น

2. เปิดใจแลกเปลี่ยนและเรียนรู้เสมอ
การเรียนรู้นี้รวมทั้งในเรื่องพื้นที่ปลอดภัยและผู้คน ความรู้ความเข้าใจต่างๆ เกิดได้จากหลักสูตร บทเรียน การบอกเล่า และจากประสบการณ์ตรงที่เราเคยสัมผัสเอง (การมีประสบการณ์ตรง จะทำให้เราเข้าใจแก่นของมนุษย์มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าประสบการณ์ตรงของเรา 1 คน จะเหมือนหรือต่างกับประสบการณ์ตรงของคนอื่นเสมอไป ต้องไม่ลืมเปิดรับและพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอด้วย) ระลึกอยู่เสมอว่าเราจะมีโอกาสได้พบกับความแตกต่างหลากหลายทั้งความรู้สึกนึกคิด แนวความเชื่อ ภูมิหลัง ที่แสดงออกผ่านพฤติกรรม การตัดสินใจที่หลากหลายเช่นกัน
ตัวอย่างหนึ่งที่สามารถเริ่มทำได้เลย อาจเป็นการตั้งคำถามชวนคนใกล้ตัวอย่างเพื่อน ลูก นักเรียน หรือคนที่เรารักว่า “เราอยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เธอ เธอมีอะไรที่ชอบ หรืออยากให้เราปรับหรือทำเพิ่มไหม เพื่อให้เราเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเธอได้”

3. ฝึกฝนทักษะและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ทักษะที่สำคัญและมีส่วนช่วยสร้างให้เกิด รวมถึงรักษาความเป็นพื้นที่ปลอดภัย ประกอบด้วย

  • การฟังอย่างตั้งใจ
    การฟังในที่นี้ คือการฟังอย่างตั้งใจ เป็นการฟังอย่างเปิดใจ 100% ให้กับผู้พูด โดยปราศจากอคติหรือเอาประสบการณ์ของเราไปเปรียบเทียบ มีเป้าหมายเพื่อให้เราได้เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นกำลังสื่อสารทั้งที่ผ่านคำพูดและท่าทางอวจนภาษาต่างๆ การฝึกฝนทักษะการฟังจำเป็นต้องมีความอดทนและเท่าทันตัวเอง ไม่ให้เผลอรีบด่วนตัดสินว่าสิ่งนั้นผิดหรือถูก ดีหรือไม่ดี ไม่รีบเผลอให้คำตอบ สอน ชี้นำคำตอบ หรือแนะนำแนวทาง แม้ด้วยความหวังดี
  • การถามเพื่อความเข้าใจและการเติบโต
    ทักษะการถามเป็นสิ่งที่ควบคู่ไปกับการฟัง เมื่อเราฟังเรื่องราวจากผู้พูดแล้ว เราควรมีการทวนถาม ทั้งเพื่อทวนความเข้าใจ และถามเพื่อชวนผู้พูดคิด ทบทวน หรือแสดงมุมมองความคิดเห็น วางแผนไปต่อ การใช้รูปแบบคำถามปลายเปิด จะมีส่วนช่วยให้ผู้พูดได้ฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ และมีพื้นทีในการสื่อสารออกมากกว่าการตั้งคำถามปลายปิดที่อีกฝ่ายจะสามารถตอบได้แค่ ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง หรือเลือกตอบเท่าที่เรามีตัวเลือกให้ เป็นต้น
  • การตรวจสอบ เท่าทันตัวเองทั้งความรู้สึก ความคิด
    เมื่อได้รับฟังและทวนถามจนเข้าใจอีกฝ่ายแล้ว ต้องไม่ลืมกลับมาทบทวนตัวเองว่า สิ่งที่เราได้พบนั้น ส่งผลให้เราเกิดความรู้สึก ความคิดอะไร เราเผลอตัดสิน ด่วนสรุป หรือมีอคติอะไรกับผู้พูดบ้างหรือไม่ มีท่าทีหรือพฤติกรรมใดที่เราแสดงออกไปที่ช่วยสนับสนุนหรือปิดกั้นอีกฝ่ายในการสื่อสารออกมา
  • การใช้อำนาจอย่างเหมาะสม
    มนุษย์เราแวดล้อมข้องเกี่ยวกับอำนาจ 3 อย่าง คือ อำนาจเหนือ อำนาจภายใน และอำนาจร่วม ไม่มีอำนาจไหนดีกว่ากัน แต่อยู่ที่ว่าเราเท่าทันตัวเองมากพอที่จะตัดสินใจเลือกได้ว่า เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้เรื่องการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เราจะอนุญาตให้ตัวเองเลือกใช้อำนาจใด เมื่อใด เพราะอะไรและใช้อย่างเหมาะสม
  • การทำข้อตกลงร่วมกัน
    สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่เกิดจากการเปิดพื้นที่รับฟังกัน เพื่อออกแบบการอยู่ร่วมกันที่ตอบโจทย์ส่วนตัวของแต่ละคนและโจทย์ร่วมของชุมชน ข้อตกลงที่ทำร่วมกันจะมีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกคนรับรู้และตกลงกันว่าจะใช้เป็นแนวทางในการอยู่ร่วมกัน สิ่งนี้สามารถนำมาชวนคุยทบทวนกันได้ตลอดเวลา เพื่อร่วมกันออกแบบว่า ข้อตกลงใดที่ทำได้จริง ข้อใดที่ติดขัด และระดมไอเดียช่วยกันให้ผ่านความติดขัดนั้นไปได้
  • การให้เวลา ไม่กดดัน
    ทักษะความอดทนและให้เวลาเป็นสิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม ทว่ามีความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เพราะคนเรามีศักยภาพและความพร้อมที่แตกต่างหลากหลาย หากเรายื่นไมโครโฟนให้คนที่พูดเก่ง เขาอาจสามารถตอบคำถามได้อย่างฉะฉานมั่นใจ แต่กับคนที่ไม่ถนัดพูดในที่สาธารณะ อาจรู้สึกอึดอัด เคอะเขิน หรือกดดัน สาเหตุอาจเป็นได้ทั้งจากประสบการณ์เดิมที่เคยพบ หรือมีรูปแบบความถนัดที่จำเป็นต้องใช้เวลาสักครู่เพื่อประมวลความคิดก่อนตอบ ผู้ฟังที่เข้าใจความหลากหลายของคน จะรับรู้ได้ว่า เพียงเราอดทน ไม่รีบด่วนพูดแทรก แต่ให้เวลา ให้พื้นที่กับผู้พูด รอเขาด้วยท่าทีที่สงบ ไม่คาดคั้นกดดัน เมื่อเข้าพร้อม เขาจะสามารถสื่อสารอย่างมั่นใจได้เช่นกัน
    ความอดทนและให้เวลานี้ ยังหมายรวมถึงมิติความคาดหวังต่อตนเองด้วย หากเราเชื่อในศักยภาพการเติบโดและเปลี่ยนแปลงของทุกคน เชื่อว่าทุกคนอยากเป็นคนที่ดี และทุกคนมีโอกาสเปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีขึ้นได้ เมื่อได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม ในเวลาที่นานพอ ตัวเราเองก็จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและระยะเวลาในการเติบโต สั่งสมประสบการณ์ ความรู้และทักษะต่างๆ ที่มากพอเช่นกัน เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราก็จะสามารถจัดารความคาดหวังต่อตนเองได้อย่างสมดุลมากขึ้น

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราสามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยได้แล้ว
การสร้างพื้นที่ปลอดภัยดูเป็นสิ่งนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่ความจริงแล้วยังมีเกณฑ์บางอย่างที่เราสามารถวัดได้ ตัวอย่างหัวข้อที่จะช่วยให้เราสังเกตผลการสร้างพื้นที่ปลอดภัยของคุณครู เช่น
1) ฉันเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนหรือยัง
     O ฉันตั้งใจฟังเขาจริงๆ โดยไม่หลุดโฟกัสจากเขาเลย
     O ฉันไม่รีบสอนหรือให้ข้อมูลคำตอบ
     O ฉันไม่รีบด่วนสรุปหรือช่วยหาข้อสรุปให้เขา
     O ฉันให้พื้นที่เขาได้คิดวิเคราะห์ ทวบทวน หาทางออกด้วยตัวเอง
     O ถ้าฉันมีความเห็นต่าง จะเสนอให้เขาเห็นข้อมูลเพื่อนำไปคิดต่อ โดยไม่ยัดเยียด

2) เพื่อนหรือห้องเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขาหรือยัง
     O นักเรียนหรือเพื่อนในห้องคุ้นเคยกับการรับฟังเพื่อนอย่างตั้งใจ
     O หากมีใครเผลอแซวเพื่อน หรือเล่นกันระหว่างที่เพื่อนพูด นักเรียนจะนึกได้และช่วยกันเตือน
     O นักเรียนสบายใจที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง

 

สุดท้ายนี้ อยากให้ระลึกอยู่เสมอว่า มนุษย์เราแม้มีความตั้งใจและเจตนาที่ดี ก็สามารถทำพลาดได้ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยจำเป็นต้องใช้เวลา ความมุ่งมั่นตั้งใจ รวมถีงการฝึกฝนพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องไม่ลืมชื่นชม โอบกอดตัวเอง เก็บบทเรียนมาเรียนรู้และพัฒนาต่อ ระหว่างที่กำลังพยายามสร้างและรักษาพื้นที่ปลอดภัยนี้ ขอให้เชื่อมั่นในเป้าหมายที่ตั้งไว้ มองหาพื้นที่ปลอดภัยที่จะเป็นแรงหนุนให้เราได้มีกำลังใจลงมือทำสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่นี้ต่อ อาจจะเป็นเพื่อน ชุมชนรอบตัวที่บ้าน โรงเรียน หรือที่ทำงานก็ได้

 

แลกเปลี่ยนประสบการณ์การสร้างพื้นที่ปลอดภัย หรือขอคำปรึกษาจากทีมงานผู้มีประสบการณ์ได้ที่ https://www.facebook.com/achieve.org

 

#achieveอาชีพที่ใช่ชีวิตที่ชอบ
#พื้นที่ปลอดภัย #ดูแลใจ